visage !!!'s profilevisage's spacePhotosBlogLists Tools Help

Blog


    January 25

    เพียงความทรงจำ (original version)

     บันทึกก่อนอ่าน ... เพื่ออรรถรสในการ บันเทิงกับตัวอักษรที่ร้อยเรียงนี้ .. ควร
                     1. เปิดเพลงเบาๆ ซึ่งผมลงไว้ให้แล้วใน space นี้ขณะอ่าน
                     2. ไม่ต้องรีบ .. ใจเย็นๆ อ่านเรื่อยๆ และปล่อยอารมณ์ไปตามบทบาทของตัวละคร
                     3. อ่านที่เงียบๆ คนเดียว.. ซึ่งเมื่อถึงบทหนึ่งแล้ว คุณจะเข้าใจว่า "ทำไม"
          ขอให้สนุกกับการรับอ่าน ได้แล้วคับ .. ไม่ต้องคิดมากๆ


     

    เพียงความทรงจำ..

     

    แสงไฟติดๆ ดับๆ จากเสาไฟฟ้าข้างทาง.. อาจทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นสมุดเล่มหนึ่งซึ่งตกอยู่ระหว่างกอหญ้าที่เกิดจากที่ดินรกร้างข้างฟุตบาท แต่ไม่เคยมีใครสักคนหยิบมันขึ้นมา... ปล่อยให้สมุดที่มีสีสันสดใสเล่มหนึ่งนอนอยู่กับกอหญ้า ผ่านลมและฝนมานานพร้อมกับรอยหมึก คำสัญญาที่นับวันยิ่งเลือนราง เพราะน้ำฝน..

    ...................................................

           ชีวิตของเด็กมัธยมปลายทุกคนคงไม่สามารถหนีไปจากเรื่องเพื่อน ความฝัน ความรัก และเอ็นทรานท์ไปได้

           และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือที่มาของเรื่องราวของผมที่เริ่มต้นที่ห้องเรียนศิลปะ ผม บอมบ์ กบ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ได้มาอยู่ห้องเดียวกันในชั้น ม. 4

           คงเป็นเหตุการณ์นั้นที่เราได้มาพบกับนุ่น ...

           นี่ เธอ .. เธอ.. ยืมของเราก็ได้นะ บอมบ์พูดพร้อมกับยื่นดินสอ 2B ให้ 1 แท่ง

           เธอก็รับไปพร้อมด้วยรอยยิ้มและเหล็กดัดฟันกลับมา

           รอยยิ้มที่เราเห็นได้ชัด .. ทำให้พวกผมนึกไปถึงรอยยิ้มของน้องสาวตัวเล็กๆ น่ารักคนหนึ่ง

           หลังจากหมดชั่วโมงศิลปะ พวกผมอาสาพาเธอไปทานข้างที่โรงอาหาร

           และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพวกผม .. พร้อมกับความแปลกใจของคนหลายๆ คน ที่เห็นเด็กผู้หญิงน่าตาน่ารักคนหนึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มของเด็กผู้ชายที่กำลังคุยกันด้วยคำสบถต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมดาของความคิดเด็กผู้ชาย ...

           จากวันเป็นเดือน .. จากเดือนเป็นปี

           เมื่อเพื่อนคบกันมานานก็ย่อมรู้ใจกัน..

           และเริ่มรับรู้บางอย่างในวันที่ นุ่น ตัดผมสั้นมาใหม่

           เฮ้ย !! นี่แก อะไรเข้าฝันว่ะ ผมพูด

           อี้ๆๆ ทรงเก่าดีกว่าเยอะเลย กบพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะของทุกคน

           แต่... เราว่าน่ารักดีนะ บอมบ์พูด คำๆ นี้ของบอมบ์ทำให้หน้าขาวๆ ของนุ่นแดงขึ้นมา

           ตั้งแต่เราเริ่มสังเกตจากวันนั้น เราก็รู้ว่า คำพูดของบอมบ์มีอิทธิพลกับนุ่นมากและรู้ว่านุ่นต้องแอบปลื้มบอมบ์ไม่มากก็น้อย ..


     

           แต่.. ไม่เคยมีคำว่า รัก ใดๆ เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน ณ โต๊ะประจำกลุ่มเรา

    ขนมมาแล้วจ๊ะ เสียงใสๆ ของนุ่นที่มาพร้อมกับขนมหลายถุงที่เดินคู่มากับบอม

    (การซื้อขนมเลี้ยงเพื่อนของนุ่นมักเป็นกิจวัตรประจำ พวกเราเคยปฏิเสธเพราะพวกผมยังไม่รู้ว่านั่นมาจากเงินเล็กน้อยของคุณหนูนุ่นนั่นเอง ..)

    ขณะกินขนมอยู่ นั้น นุ่นถามถึงอาชีพในอนาคตของทุกคนผมกับกบ ยังไม่คิดอะไรถ้าเอ็นท์ติดอะไรก็เรียนไป

    ความฝันของบอม คือ เข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์และเป็นนักวิเคราะห์การเงินเหมือนพ่อของเขา

    ความฝันของนุ่นที่ต้องการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็ก.. ไม่ทำให้พวกผมแปลกใจเลย เพราะการชอบช่วยเหลือผู้อื่นและมองโลกในแง่ดีที่เป็นนิสัยของเธอ สิ่งที่เรารู้กับคือนุ่นต้องอยากเรียนสังคมศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์แน่นอน

     

    เมื่อนุ่นพูดจบบอมบ์ก็หยิบสมุดจดศัพท์ภาษาอังกฤษที่นุ่นวางอยู่มา .. เปิดไปหน้าสุดท้ายของสมุดแล้วเขียนว่า

     

                    เราสองคนต้องเป็นลูกแม่โดมให้ได้นะ

                                               บอมบ์

     

           สิ่งที่เราเห็นต่อมาคือ รอยยิ้มของนุ่นพร้อมกับหน้าแดงนาน 2 – 3 นาที

           ยิ้มน่ารักมากกว่าสิ่งใดๆ ...

    ....................................................................

     

           วันแรกของ ม.6 ไม่มีอะไรนอกจากการฉลองที่นุ่นได้รับอนุญาตให้ ไป-กลับ โรงเรียนเองเหมือนนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นุ่นต้องการมาตลอด 4-5 ปี ที่แม่คอยมารับคอยส่ง

           วันนี้ ผมได้เห็นอาการดีใจของคนที่ได้รับสิ่งที่เรียกว่า ...อิสระภาพ...

           ชีวิตของนักเรียน ม.6 หลายๆ คนคงไม่พ้นการเรียนกับเพื่อนรัก ของผมทำให้ผมไม่เคยคิดเหนื่อยท้อแท้เลย

           โต๊ะ 4 ตัว หลังสุดเป็นที่รู้กันว่าเป็นโต๊ะของกลุ่มผม ขณะที่พวกเรากำลังนั่งคุยรออาจารย์อยู่นั้น บอมบ์บ์ได้ชี้ไปที่นักเรียนหญิงใช่ชุด uniform แขนยาว หน้าตาสวยมากคนหนึ่ง พร้อมพูดว่า

           นี่ ดูผู้หญิงคนนั้นสิ เราชอบเขามากเลยหล่ะ

           ตั้งแต่วันนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นประเด็นสนทนาในกลุ่มอีกบ่อยๆ  แต่ทุกครั้งที่พูดถึงผู้หญิงคนนั้นผมมีความรู้สึกว่านุ่นมีอาการแปลกๆ ที่ไม่แสดงออกมา จนผมต้องคิดว่าต้องให้บอมบ์ถามให้ได้ว่าเป็นอะไร เพราะเขาสองคนสนิทกันมากที่สุด แต่บอมบ์ก็ไม่เคยสงสัยจะถาม .. สักพักผมเลิกสนใจกับสิ่งนี้ เพราะผมก็แค่ผู้ชายที่ไม่คิดจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิง

           เวลาที่พวกผมได้พักผ่อนมากที่สุดจากการเรียนคนเป็นตอนหลังเลิกเรียนพิเศษ ซึ่งพวกผมจะแวะเวียนไปฝากท้องตามร้านต่างๆ หลังจากนั้นก็มักไปเล่นเกมส์  เกมส์ประจำตัวของผมก็คือ Daytona ของกบชอบเล่น Dj โดยเฉพาะตอนที่มีสาวๆ มองเยอะๆ จะออกวีลาเป็นพิเศษ

           เครื่องตู้เกมส์เตอติสที่อยู่หลังร้านเหมือนเป็นเกมส์ที่สร้างมาเพื่อนุ่น และบอมบ์

           ผมได้เห็นทั้งคู่เล่นด้วยกัน เล่นแข่งกันได้ ดูเวลาที่เขาแกล้งกัน นุ่นมักปัดมือบอมบ์ให้ ออกจากจอยเกมส์เป็นประจำเวลาที่ทั้งคู่เล่นแข่ง เพราะบอมบ์เป็นคนเล่นเก่งมากแต่บอมบ์บ์ก็ชอบและไม่เคยเห็นบอมบ์โกรธนุ่นสักครั้งเวลาที่นุ่นคอยแหย่คอยกวน ..

           ผมคิดว่าทั้งคู่คงมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน พลาดคิดไปถึงคำพูดในหนัง รักออกแบบไม่ได้ ที่ว่า เป็นเพื่อนกันดีที่สุดจะได้คบกันนานๆ แต่สำหรับคู่นี้ผมนึกถึงภาพไปถึงตอนที่ทั้งคู่เป็นคนชราคู่หนึ่ง ที่ใช้เวลาในบั้นปลายชีวิตนั่งนับดาวบนท้องฟ้าด้วยกันและต่อเติมความสุขซึ่งกันและกัน

           ทุกครั้งที่มองคู่นี้อยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเค้ากำลัร่วมสร้างและต่อเติมความรักซึ่งกันและกัน

           แม้เพื่อนสนิทอย่างผมจะแซวว่าทั้งคู่ไม่เหมือนแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นนะคู่นี้ แต่ว่า.. สิ่งที่ผมเห็นคือรอยยิ้มของทั้งคู่พร้อมด้วยอาการเขิน ..

           ..และสายตาของนุ่นที่หันไปมองบอมบ์ ทั้งคู่ก็ช่วยกันปฏิเสธ แล้วนุ่นก็มักพูดว่า พวกนี้เนี่ย ไม่พูดด้วยแล้ว

           พร้อมกันหันหลังไปซื้อขนมและบอมบ์บ์ก็เดินตามติดๆ กันไป

           วันศุกร์ใกล้ปิดคอร์สเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเมื่อพวกเรามาถึงที่เรียนพิเศษปรากฏว่าไฟดับ ..โรงเรียนจึงนัดชดเชยให้วันอื่น.

           วันนี้จึงไม่ค่อยได้เรียนเพราะวันศุกร์ที่โรงเรียนมีเรียนแค่ 2 วิชา ..พวกเราจึงถือสมุดหนังสือไปเรียนเพียงไม่กี่เล่ม ..หลังจากนั้นพวกเราจึงไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า

           วันนี้นุ่นผิดปกติ ดูซึมๆ ตั้งแต่เช้า พวกเรารบเร้าเท่าไรก็ไม่บอก ขณะที่เดินเล่นกันอยู่ บอมบ์ได้จับหน้าผากของนุ่น

           บอมบ์ตกใจเห็นตัวนุ่นร้อนจัด ...

           นุ่น.. เธอตัวร้อนมากนะกินยาอะไรหรือยัง ?บอมบ์ถาม

           ปวดหัวนิดหน่อยไม่เป็นอะไรหรอก นุ่นตอบ

           พวกผมจึงรบเร้าให้นุ่นกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และตัดสินใจให้บอมบ์เดินไปส่งนุ่นที่ taxi โดยผมกับกบจะไปรอที่ Food center ก่อนที่ผมจะแยกย้ายกับนุ่น บอมบ์แซวนุ่นว่า

           นี่.. ไม่สบายขนาดนี้ยังไม่ยอมนอนพักอยู่บ้านอีก

           ก็... ฉันเป็นเด็กขยันนะซิจ๊ะ นุ่นตอบ พร้อมกับยิ้มมา

           ดูนุ่นสิหน้าเหมือน คนจะตายอยู่แล้วยังยิ้มออกมาอีก บอมบ์พูดโดยไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี้จะเป็นรอยยิ้มที่พวกผมจะไม่มีวันลืม

           สำหรับผมเหตุผลเดียวที่นุ่นมาเรียนวันนี้คือการที่ได้มานั่งเรียนพิเศษข้างๆ บอมบ์

           หลังจากผมแยกย้ายกับนุ่นบอมบ์บ์ก็เดินไปส่งนุ่นขึ้น Taxi กลับบ้าน

           ...........................................................

     

           เอี๊ยดดด !!!!!!! โครม !!!!!!!!!!!!!

           รถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งคร่อมเลนมาชนกับ taxi คันหนึ่ง ที่วิ่งมาด้วยความเร็วค่อนข้างสูง

           ร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยกระเด็นกระแทกกระจกออกมาตกลงพื้น ..และไถลไปข้างหน้าอีก 7-10 เมตร สมุด หนังสือ ดินสอ กระจัดกระจายอยู่บนถนนบ้าง บนทางเท้าบ้าง กล่องดินสอ มือถือ แตกเป็นสองส่วน

           พลเมืองดีผู้หนึ่งอุ้มร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลไปส่งที่โรงพยาบาล

     

           ............................................................

           เช้าวันเสาร์ ณ ที่เรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ พวกผมรู้สึกแปลกใจที่นุ่นมาเรียนสาย เพราะปกตินุ่นจะมาเป็นคนแรกแต่พวกผมก็คิดว่านุ่นยังไม่ค่อยสบายและพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

           แต่ ..ขณะที่เริ่มเรียนไปได้ 15 นาที เพจของบอมบ์ก็ดังขึ้นพร้อมกับข้อความของแม่นุ่นที่ว่า

           >> ตอนนี้ นุ่นอยู่ห้อง ICU โรงพยาบาลเปาโล ...ต้องการพบบอมบ์ด่วน !! <<

           เมื่อพวกผมอ่านข้อความนี้จบก็เดินออกจากห้องทันที มารู้ตัวอีกทีก็คือเห็นรอยช้ำของขอบตาที่เกิดจากการร้องให้ของแม่นุ่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ยอมหยุดหน้าห้อง  ICU

           เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องหมอ หมอบอกพวกผมว่านุ่นเสียไปเมื่อ 5 นาที ที่แล้ว ..

           พวกผมเหมือนตกอยู่ในภวัง .. น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากทุกคนที่เรียกตัวเองว่า ลูกผุ้ชาย ทุกคนยืนร้องให้อยู่ข้างๆ เตียงของนุ่น

           ไม่มีใครสักคนเปิดผ้าคลุมร่างที่ไร้วิญญาณของนุ่นดู เพราะทุกคนรู้ดีว่านุ่นไม่ต้องการให้ใครเห็นนุ่นในสภาพอย่างนี้แน่......

           เหตุการณ์นี้แม้ผมจะเสียใจมาก แต่อย่างไรก็คงไม่เท่าบอมบ์เพราะ ทุกคนรู้ดีว่าบอมบ์เสียใจที่สุด แต่บอมบ์ก็เก่งมากเพราะหลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่ง ก็ไม่เห็นบอมบ์ร้องให้อีกเลย

           ขณะนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในคาบที่ 7 หลังจากงานฌาปนกิจนุ่น 2 วัน แม่ของนุ่นได้ขออนุญาตอาจารย์ เดินเข้ามาหาบอมบ์ในห้องและพูดว่า

           ในห้อง ICU ก่อนที่นุ่นจะสิ้นใจนุ่นบอกกับแม่ให้นำ Diary เล่มนี้มาให้บอมบ์ให้ได้

           แล้วแม่ของนุ่นก็ยื่นถุงกระดาษที่ข้างใดมี Diary เล่มหนึ่งมาให้

           หลังจากหมดคาผมและบอมบ์ได้หยิบ Diary ขึ้นมา มันเป็นสีชมพู ที่นุ่นใช้เขียนความคิดและความฝันต่างๆ ของนุ่น ชื่อของบอมบ์อยู่ใน Diary ของนุ่นทุกหน้าตั้งแต่เธอได้พบกับบอมบ์ที่ห้องศิลปะ

           เมื่อพลิกกลับมาช่วงกลางเล่ม น้ำตาของบอมบ์ก็หยดลงบนรูปรูปหนึ่งที่นุ่นวาดขึ้นมาใน Diary

           เป็นรูปนุ่นกับบอมบ์ที่ยืนยิ้มโดยนุ่นกอดแขนบอมบ์อยู่และทั้งคู่ใส่ชุดนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ทำไมนุ่นไม่รู้หล่ะว่าเรารักเขามากแค่ใหน บอมบ์พูดเมื่ออ่าน Diary และได้รู้ว่านุ่นรอคอยคำว่ารักจากบอมบ์อยู่และเมื่อถึงช่วงหนึ่งใน Diary จึงได้รู้ว่า

           นุ่นเข้าใจผิดว่าบอมไปรักผู้หญิงคนหนึ่งที่บอมบ์ชี้ให้พวกเราดู ณ ที่เรียนพิเศษ

           สิ่งต่อมาที่ผมรู้ก็คือนุ่นไม่เคยเข้าใจสิ่งที่บอมบ์พูดเสนอมในกลุ่มว่า รักกับชอบ นั้นแตกต่างกันมาก

           ผมได้แต่นึกเสียดายที่บอมบ์ไม่ยอมพูดความรู้สึกของตัวเองให้นุ่นได้รับรู้ คงได้แต่ปล่อยให้นุ่นคิดไปต่างๆ นาๆ

           เพราะถ้าบอมบ์ได้พูดและอธิบายความรู้สึกของตนเองนุ่นก็คงจบไปอย่างมีความสุขกว่านี้

           ... ก่อนการเริ่มสอบปลายภาคไม่กี่วัน เพื่อให้นักเรียนอ่านหนังสือเตรียมเอ็นครั้งที่ 2 ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งคุยกัน กบได้ตะโกนถามเพื่อนๆ ทุกคนว่า

           ถ้าตอนนี้มีพรวิเศษขออะไรก็ได้สิ่งหนึ่งจะขออะไร คำตอบที่ได้ก็แตกต่างกัน บ้างขอให้รวย หล่อ สวย เอ็นท์ติด ทุกคนตอบต่างๆ กันไป

           เมื่อกบหันมามองหน้าบอมบ์ทุกคนก็หันมาเหมือนจะรอคำตอบจากบอมบ์

           เราขอแค่ให้พบนุ่นอีกครั้งแล้วเราจะบอกเค้าว่าเรารักเค้ามากขนาดใหน บอมบ์ตอบมาพร้อมๆ กับน้ำตาที่ค่อยๆ คลอออกมา

           หลังจากที่บอมบ์พูดจบ เพื่อนในห้องหลายคนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาของตน

           ..วันนั้นผมจึงได้รู้ว่า นุ่นยังคงอยู่ในใจของบอมบ์อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

           .......................................................................

     

           วันที่ผมได้รับรู้อานุภาพของความรักก็คือวันที่ประกาศผลเอ็นท์

           เรานัดเปิดซองจดหมายผลสอบพร้อมกันที่บ้านของกบ กบติด ม.เชียงใหม่ ผมติดที่ประสานมิตร แต่สิ่งที่ผมตกใจมากคือคนที่ได้คะแนน 60 กว่าเกือบทุกวิชา ไม่ติดเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร ?

           แต่คำอธิบายของบอมบ์ก็ทำให้ผมรู้ว่าบอมบ์ทิ้งความฝันที่จะเป็นนักการเงินของเขา มาเรียนสังคมสงเคราะห์เพื่อจะเดินตามความฝันของนุ่น

           ทำให้ผมได้เห็นความรักที่เปลี่ยนแปลง ..ชีวิตของคนๆ หนึ่ง ความฝันของบอมบ์เปลี่ยนเป็นการได้สร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และได้นำชื่อ ณัฐธิดา ที่เป็นชื่อจริงของนุ่นมาตั้งเป็นชื่อสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้หญิงจิตใจดีงานคนหนึ่งที่เขาเคยได้เจอในชีวิต

           คนที่ไม่รู้จักบอมบ์ดีจะมองเขาเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ปิดตัวเองไม่ยอมเปิดใจให้ใคร แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้ดีว่า ใครอยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา..

           .................................................................

           ในเวลาโพล้เพล้สายลมพัดเมฆมาก่อตัวรวมกันจนกลั่นเป็นเม็ดฝนลงมาสู่ดินทุกหนแห่ง ลมพัดเข้ามาในห้องผมอย่างแรง ทำให้กรอบรูปที่มีรูปถ่ายของพวกเราอยู่ คว่ำด้านหน้าลง ผมหยิบมันขึ้นวางที่เดิม และมองไปที่รูปนั้น

           อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึง เธอ..

    เธอ.. ผู้ทำให้ผมได้รู้ว่าคนดัดฟันกินอาหารบางอย่างไม่ได้..

    เธอ.. ผู้ที่ทำให้พวกผมได้หัดฟังเพลงค่าย DOJO CITY

    เธอ.. ผู้ที่แนะนำให้ผมมองโลกในแง่ดี และออกไปต่อสู้กับชีวิต

    เธอ.. ผู้ที่นำความงดงามของจิตใจเธอมาให้พวกผมได้สัมผัส

    เธอ.. ผู้ที่เข้ามาเปลี่ยน แปลงชีวิตของพวกผม

    เธอ.. ผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา

     

    ฝนยังตกกระหน่ำลงบนพื้นถนนสายหนึ่ง  เม็ดฝนยังคงกระหน่ำลงมาปานจะฉีกสมุดที่อยู่ในดงหญ้าข้างๆ ทางเท้าเล่มหนึ่งให้ยุ่ยขาดเป็นส่วนๆ แม่จะผ่านลมฝน ลมหนาว มานานเท่าใด แต่สมุดเล่มนี้ยังคงอยู่ที่เดิม พร้อมกับรอยหมึกคำสัญญาที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะคนๆ หนึ่งได้จากไปแล้ว..

    รัก บางคนคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องพูด แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า มีบางคนใช้ชีวิตเสาะหาและรอคอยคำๆ นี้ จากปากคุณเมื่อคุณมั่นใจแล้ว คุณควรที่จะพูดออกไป ดีกว่าที่จะมานั่งเสียดายและเสียใจ เพราะว่า

     

    วันนี้เป็นวันที่ .... สาย...... เกิน ...... ไป

            


          

        ปล. หลังจากที่ได้ check ใน internet ก็พบว่า เรื่องนี้ ถูกดัดแปลงไปต่างๆ นานา จึงนำต้นฉบับที่ลึกซึ้ง (ของเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน) มาเผยแพร่อีกครั้ง ..

            (แม้ผมจะชื่อบอมบ์ มีพี่ชื่อกบ และเพื่อนชื่อเหมือนตัวละคร .. แต่ นี่ .. เพียงเรื่องสั้นบทหนึ่ง ที่ผู้สรรสร้างบรรจงร้อยอักษรด้วย..ความรัก..) 

                บอมบ์

    24/01/2008


          

    January 24

    น้ำชาล้นถ้วย


    น้ำชาล้นถ้วย
     
    อาจารย์ แห่งเซ็น ท่านหนึ่ง ชื่อ น่ำอิน เป็นผู้มีชื่อเสียงทั่วประเทศ และโปรเฟสเซอร์ ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศไปหา อาจารย์น่ำอิน เพื่อขอศึกษาพระพุทธศาสตร์อย่างเซ็น
    ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์ น่ำอินได้รินน้ำชา ลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก โปรเฟสเซอร์ มองดูด้วยความฉงนทนดูไม่ได้ ก็พูดโพร่งออกไปว่า
    "ท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร" ประโยคนี้มันแสดงว่า โมโห
    ท่านอาจารย์ น่ำอิน จึงตอบว่า
     "ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะใส่อะไร ลงไปอย่างไร เพราะท่านเต็มอยู่ด้วย opinions และ speculations ของท่านเอง"
    คือว่า เต็มไปด้วยความคิด ความเห็น ตามความยึดมั่นถือมั่นของท่านเอง และมีวิธีคิดนึก คำนวณ ตามแบบของท่านเอง สองอย่างนี้แหละ มันทำให้เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างเซ็นไม่ได้ เรียกว่า
    ..ถ้วยชามันล้น..

         นิทานเซ็น เรื่องน้ำชาล้นถ้วยนี้ .. ในความเห็นของผม มันทำให้มองเห็นว่า ในสถาวะแห่งจิต ที่เรียกว่าจิตแท้ ..จริงๆ ต้องมีแต่สิ่งว่างเปล่า .. ว่างเปล่าจาก "ตัวกู-ของกู" ว่างเปล่าจาก "อคติและไร้อคติ"
    การมองพุทธศาสตร์อย่างเซ้น คือการมองด้วยเหตุปัจจัย โดยไม่ยึดติด เซ็น คือ ความว่างเปล่า ทุกสิ่งถูกกำหนดโดยจิต ..
    ทุกปัจจัย กำหนดโดยจิต
         ผมเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องคำสอน .. โดยเฉพาะ ตามคำสอนที่เรียกว่า เซ็น .. ไม่ใช่นิกายเซ็น แต่เป็น พุทธศาสนาอย่างเซ็น
         ไม่ใช่ผู้มีความคิดเป็นเลิศกว่าผู้อื่น และไม่ใช่ผู้ที่รู้อะไรดีกว่าคนอื่น .. ก็เป็นคนๆ หนึ่งที่ มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างบกพร่อง
         การศึกษาหลักคำสอนของผมจึงไม่ใช่การ ศึกษาเพื่อให้ บรรลุ หรือหลุดพ้น ..แต่หากเป็นการศึกษาเพื่อซ่อมแซม แก้ไข และประคับประคองการเดินทางของชีวิต
         ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับคำสอน โดยเฉพาะของท่านพุทธทาส มาเป็นเวลา เกือบ 2 ปี ซึ่ง ก็ทำให้มีขอคิดเห็นดีๆ มากยิ่งขึ้น (สำหรับตัวผม) ..
         คำสอนของท่านพุทธทาส ส่วนมากจะกล่าวถึง เรื่อง เรื่องของจิต ..คือการไม่ยึดติด ไม่ยึดมันถือมั่น (อนัตตา) และ ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นตามธรรมชาติ (ตถาตา) แต่คำสอนของท่านมีหลายสิ่งที่ทำให้ผม สะอึก
         สะอึก .. เพราะได้สะกิดใจตนเอง ด้วยตนเอง ในหลายๆ เรื่อง ในหลายๆ การกระทำที่ได้กระทำลงไป .. ผมถือเป็นคนโง่คนหนึ่ง ในความเป็นชาวพุทธที่ละเลยการศึกษาของศาสนา
         ศาสนา ไม่ใช่ ความรู้ แต่เป็นการกระทำ เป็นเรื่องจริง ที่สามารถอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ .. ศาสนา ทุกศาสนาคือสิ่งที่ดี ..
     
         .. วันนี้ ผมพยายาม ฝึกจิตให้ว่าง ผมไม่ได้บอกว่าทำได้ แต่ผมก็มีความพยายามที่จะทำ ผมปล่อยสภาพการณ์หลายๆ อย่างให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ยึดติดในอารมณ์ หรือความรู้สึก
         ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว .. คือคำสอน .. คำสอนสำหรับทุกวัน คำสอนจากธรรมชาติ
     
         การเขียนบทนี้ ผมได้ยกตัวอย่างเรื่อง น้ำชาล้นถ้วย ซึ่งเป็น นิทานของเซ็น มาให้อื่น เพื่อเตือนใจ เตือนสติว่า .. ไม่ควรที่จะไปยึดติด ในสิ่งที่รู้หรือเห็นมา ควรเปิดจิตให้ว่าง เพื่อจะรับหลายๆ สิ่ง ควรเปิดใจ เพื่อจะรับหลายๆ อย่าง
         การสอนอย่างเซ็น คือการสอน ที่ไม่บอกกันตรงๆ เพราะนั่นจะทำให้ไม่เข้าใจ .. การสอนอย่างเซ็น คือการ สะกิด ตัวเองให้คิดได้ คิดอย่างมีสติ .. ซึ่งสติ .. ก็คือ สิ่งที่ผูกการกระทำด้วยเหตุผล
         วันนี้ ผมมีความสุข เพราะ ความสุขเกิดจากความคิดของผม .. ไม่ใช่ เกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบด้าน .. 
    January 22

    มองอีกมุม

    แม้วันนี้ผมจะถูกสบประมาทจากคนหลายๆ คน ว่า เป็นคนไม่ดี เป็นคนเห็นแก่ตัว เจ้าชู้ หรือไม่มีอะไรดี เลยก็ตาม
    แต่วันนี้ผมก็ยังคงมีกำลังใจที่จะเดินต่อไป เพราะก็มี คนหลายคนมองว่าเรามีความสำคัญ .. อย่างน้อย ก็ พ่อ แม่ และเพื่อนๆ ที่สนิท ..
     
    คนหลายๆ คนที่สบประมาท เค้าเหล่านั้นมีค่าอะไรเหรอ .. เค้าเหล่านั้น มีความสำคัญอะไรเหรอ .. มีความสำคัญ กว่าพ่อ แม่ เพื่อนสนิท หรือแม้แต่..คนที่รัก เหรอ
     
    เค้าเหล่านั้นมาจากใหน เป็นใคร รู้จักเราดีแค่ใหน
    เค้าเหล่านั้น มีความสัมพันธ์กับเราแค่ใหน ..
     
    การจะมองว่าใครดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับสิ่งใน ..ขึ้นอยู่กับสายตาของใคร ของคนมองหรือของตัวเอง ..
    ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้งคนอื่นมองก็คือกระจกที่สะท้อนตัวเรา .. แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สะท้อนตัวเราคือเราเองทั้งสิ้น .. คือตัวเราทั้งนั้นที่อยู่ในกระจก เป็นอย่างที่เป็น เห็นอย่างที่เห็น อย่างน้อยเราหรอกตัวเองไม่ได้
     
    ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็เช่นกัน ..เราจะคบใครคนหนึ่งได้นาน ปัจจัยคืออะไร มาจากใหน
    ..มันอยู่ที่ว่า เรามองคนๆ นั้นเป็นอย่างไร เรามองว่า เราดีกว่าเค้า หรือเค้าดีกว่าเรา ..
    ถ้าเราดีกว่าเค้า .. เราก็มักคิดอยู่กว่า ตัวเราคือที่หนึ่ง ตัวเรามีทางเลือกมากมาย แล้วสุดท้าย คนรอบข้างก็จะไม่มีค่าสำหรับเราอีกต่อไป นั้นคือการนำมาซึ่งความลาจาก
    แต่ถ้าเค้าดีกว่าเรา .. เราก็จะมองว่า เค้าคือที่หนึ่ง เค้าคือสิ่งที่สำคัญ เราเองต่างๆ หาก ที่จะเสียใจและเสียดายหากขาดเค้าไป ..
     
    ความเข้าใจที่แต่ละคน ควรมีความคิดเป็นของตัวเอง ..คนมีจุดยืนของตัวเอง ไม่หวั่นไหว โอนอ่อน ต่อสภาวะแวดล้อมรอบด้าน ..
    หากเรามีความคิด และจุดที่ยื่นที่มั่นคงแล้ว .. แม้ว่า ลม ไม่ว่าจากปาก หรือจากธรรมชาติ จะแรงแค่ใหน .. แล้วใจจะหวั่นไหวไหม แล้วร่างกายจะอ่อนล้าหรือป่าว
     
    แต่ละคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ .. เป็นของตนเอง .. ขอให้ แต่ละหน้าที่ ของแต่ละคน เดินไปตามทางที่ควรจะเป็น เป็นไปตามหลักของธรรมชาติ ..
    แล้วแต่ละคนก็จะเกื้อหนุนเอื้ออาทรกันและกัน โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
    หน้าที่ของคนๆ หนึ่งที่มองในสิ่งที่ดีของคนอีกคนหนึ่ง
    หน้าที่ของคนๆ หนึ่งที่คอยห่วงใยคนๆ หนึ่ง
    หน้าที่ของคนๆ หนี่งที่จะมั่นในรักๆ ของคนๆ หนึ่ง
    ของเพียง ไม่ต้องคิดว่าเค้าจะคิดอย่างไร .. ขอเพียงไม่ต้องยึดติดว่าเค้าจะให้อะไรเราหรือไม่ ..
    ขอเพียง เราทำหน้าที่ของเราได้อย่างดีที่สุด
     
    ... แล้วอนาคต ก็จะเป็นอย่างที่หวัง แล้วปัจจุบันก็จะเป็นอย่างที่เป็น 

    ผมเคยมีความรัก และความรักของผมก็ยิ่งใหญ่ จนยากจะหาคำใดมาเปรียบ
    ผมก็เคยผิดหวัง ผมก็เคยเสียใจ
    แต่ปัจจุบัน ความรักที่ยิ่งใหญ่ ความผิดหวัง ความเสียใจเหล่านั้น ได้มาอยู่ที่ปัจจุบัน .. ปัจจุบันที่มาจากอดีต
    หลายสิ่งหลายอย่างมาจากความจริง หลายสิ่งหลายอย่างมากจากการเรียนรู้ ..
    ..เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ก่อนที่จะรักคนอื่น ..
    .. เรียนรู้ที่จะไม่ผูกใจตนเอง ไว้กับคนอื่น ..
    ..เรียนรู้ที่จะมีความรักที่มีค่า ที่ไม่ใช่จากความต้องการ ..
    .. เรียนรู้ที่จะอยู่ได้แม้ไม่มีเค้า ..
     
    การเรียนรู้ที่มาก .. ประสบการณ์ที่เก็บมาเรื่อยๆ ..ผมเปลี่ยน จาก อดีต ที่น่าจดจำ จากอดีตที่ไม่น่าจดจำ .. จากคนโลเล .. จากคนคิดมาก .. มองโลกไม่เป็น
    ปัจจุบันนี้ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใครมาจากใหน ..แต่ผมรู้ว่าที่ๆ ผมยืนคือ ปัจจุบัน .. ปัจจุบัน ที่เป็นตัวของผม ปัจจุบันที่ไม่ได้อยู่ในโลกของความฝัน
     
    ผมเลือกที่จะตัดคนที่รัก .. ผมเลือกที่จะลืมคนที่ดี ..ผมเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ
    และวันนี้ ผมเลือกใครบางคน ..

    ความรักในอดีตของผม มีแต่ความสวยงาม แต่ความรักในปัจจุบันของผม .. มีแต่ความจริง เท่านั้นเอง

    January 18

    ภาพชีวิต

    ในบางครั้ง บทบาทของชีวิต .. การดำเนินของชีวิตคนในครั้งหนึ่ง นั้น ก็เปรียบเสมือนภาพวาดภาพหนึ่ง ซึ่ง มีตัวแสดงคือเจ้าของชีวิตและความรู้สึกนั้น
    ฉากของชีวิตก็ไม่ต่างอะไรเลยกับภาพวาดเหล่านั้น
    ภาพที่สวย .. ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมภาพที่มองว่าสวย
    ภาพที่ไม่สวย .. ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมภาพที่มองว่าไม่สวย
     
    ภาพเหล่านั้นของชีวิต ไม่มีภาพใหนจริงแท้แน่นอน เพราะเหล่านั้นขึ้นอยู่กับ จินตนาการและความรู้สึกของผู้ชมทั้งสิ้น
    ภาพที่ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่มีจิตใจ  แต่...
    ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจสื่อความหมายได้หลายต่อหลายอย่าง
    ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจทำให้คนมีกำลังใจได้
    ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจทำให้คนมองสัจธรรมของชีวิตว่าไม่มีใครพ้นจาก ความ สูญ
    ภาพนั้น .. คือตัวผม คือสิ่งที่ผมได้แสดงออกมา
    หลายคนมองมันว่าดี ว่ามันมีค่า
    และอีกนัย หนึ่งหลายคนอาจมองว่า มันไร้ค่าไม่มีความหมาย
     
    สุดท้าย ภาพที่เรียกว่าภาพของผม ก็ยังคงเป็นภาพของผมที่แขวนอยู่บนกำแพงๆ เดิม กรอบเดิมๆ ที่รอวัน เก่า และผุพัง ไป
    ภาพของชีวิต ที่ถูกแสดงขึ้นมาเรื่อยๆ ภาพของความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกไปโดยจินตนาการ  ภาพที่รอวันให้มีผู้มาชม..พร้อมรับวิจารณ์อีกร้อยพันคำ และร้อยพันเหตุผล
    ภาพที่รังแต่ ..จะหมดคุณค่าลง สำหรับคนที่ไม่เห็นค่า //
     
    .. บทชีวิตบทหนึ่ง บทเรียนบทหนึ่ง ..ความหมายความหมายหนึ่ง .... ที่สื่อให้เห็นในหลายๆอย่าง ว่า วันนี้ .. เป็นวันที่พร้อมเสมอ ..
    วันนี้ผมได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว . วันนี้ ผมได้สู้กับชีวิตมาก ซึ่งอาจจะต้องสู้ไปอีกมาก
     
    ............
    เช้านี้ ..คงเป็นเพราะความเย็นของอากาศ คงเป็นเพราะ ความเครียด .. อาการเดิม ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
    ผมทรุด แต่ผมต้องอยุ่ต่อ ผมต้องอยู่เพื่อทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง
    ยังไง ผมไม่ยอมให้ชีวิตนี้ ต้องจบลงแค่นี้แน่ๆ
    January 11

    ธรรมะกับ ความรัก

    เมื่อเรามีความสุข ความสุขก็อยู่ที่เราคิด
    เมื่อเรามีความทุกข์ ความทุกข์ก็อยู่ที่เรากำหนด ..
    แท้จริงแล้วความรักก็คือการคาดหวังอย่างหนึ่ง ของความรู้สึก ของอารมณ์
    คนทุกคนย่อมคาดหวังให้ความรักนั้น เป็นไปดั่งที่ใจคิดและปรารถนา
    แต่หากไม่ปรารถนาหล่ะจะเป็นอย่างไร ..
    ความไม่ปรารถนา คือ การไม่คาดหวังอะไรจากความรัก
    ไม่คาดหวัง ว่า สิ่งที่เห็นข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
    ไม่คาดหวัง ว่า วันข้างหน้าจะดีไหม
    ไม่คาดหวัง ว่า เค้าจะเป็นคนอย่างไร
    สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เห็น  สิ่งที่เป็นก็จะเป็นอย่างที่เป็น
    ในภาษาธรรมคือการไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น ถือมั่น
    ไม่มี "ตัวกู ของกู"
    มันเป็นเช่นนั้นเอง ..
    เป็นไปโดยธรรมชาติของมัน
    เป็นไปโดยความรู้สึกนึกคิด
    ไม่มีความดี ไม่มีความเลว ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด
    ในสถานะของความรักแล้ว ..
    รักมาก คือทุกข์มาก
    รักน้อย คือทุกข์น้อย
    ไม่มีรัก ก็ไม่มีทุกข์ 
    แต่หากว่า มีรักหล่ะ แล้วจะดับทุกด้วยวิธีใด ..
    ธรรมะ บางครั้งบอกชีวิตได้ .. ว่าต้องดำเนินอย่างไร
    แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่บอกได้มากว่านั้น คือ สติ
    สติ ที่รู้อยู่ ตลอดว่ากำลังทำอะไร
    สติที่รู้ว่า กำลังโกรธ  ..ไม่มีประโยชน์ อะไร ก็วาง ซะ
    สติที่รู้ว่า กำลัง เกลียด .. ไม่มีประโยชน์อะไร ก็วาง ซะ
    สติที่รู้ว่า เค้า ขี้งอน ขี้โมโห .. ไม่มีประโยชน์อะไร ก็วาง ซะ
    แต่ถ้าเป็นสติที่ ระลึกได้ ว่าเค้ากำลังทำสิ่งใดที่ดี ..
    นั่นคือสติที่แก้จริงของความรัก .. รักในสิ่งที่จะมองว่า เค้ารักเรา
    รักในสิ่งที่จะมองว่า หากเค้าเป็นเรา และหากเราเป็นเค้า..
    และโดยทั่วไปแล้วความรัก ..ที่ว่ามาทั้งหมดนี้
    คือความรักที่ ..
    ต้องการทำให้เพื่อ "ให้" ไม่ใช่ทำให้เพื่อ "รับ"
    January 03

    มุมมองที่เปลี่ยนไป ..

    รูปภาพภาพหนึ่ง .. หากเป็นภาพเดิมๆ ที่ติดไว้ครั้งเมื่อยังเยาว์
    รูปภาพนั้น.. มีทั้งคราบฝุ่น คราบไคล ที่เกาะตามขอบภาพ
    แต่ภาพนั้น.. ยังคงประทับใจอยู่ทุกครั้งที่มอง ..
    จากมุมๆ หนึ่ง เปลี่ยนไปยังอีกมุมหนึ่ง
    ทำให้ความรู้สึกของภาพนั้นเปลี่ยนไป
    มุมที่เคยเหงา กลับอบอุ่น
    มุมที่เคยอบอุ่น กลับกลายเป็นหม่นหมอง
    เวลาที่ผ่านไป .. กับอดีตที่ผ่านไป
    เวลาที่ผ่านเข้ามา .. กับปัจจุบันที่พรุ่งนี้จะเป็นอดีต
    ความไม่มีอยู่จริงของเวลา คือสิ่งที่ สิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจต้องประสบพบ ... "อกาลิโก"
    "อกาลิโก" คือ เวลาที่ไม่สิ้นสุด
    คือความจริงที่ไม่มีอยู่จริง เพราะสิ่งที่เห็นทุกสิ่งของสิ่งมีชีวิตคือ
    อดีต..อดีตที่มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า
    ประดุจดัง การเดินทางของภาพที่ไม่มีทางเป็นปัจจุบันขึ้นมาได้
    ภาพจะมองเห็นได้ต้องปรากฏมาจากการตกกระทบของแสง
    เสียง ที่ได้ยินได้ต้องผ่านการเดินทางผ่านตัวนำ
    การที่เรามองผ่านกระจกเงา คือการที่เรามองอดีต
    ผ่านตัวกลางคือปัจจุบัน
    การที่เราได้ยินเสียง ก็คือเสียงจากอดีต
    แล้วเราจะแก้ไขอดีตได้ไหม .. คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว
    แล้วจะแก้ปัจจุบันได้ไหม .. คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอยู่จริง
    แล้วอนาคตหล่ะ .. ก็มันยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นก็ คงแก้ไขอะไรไม่ได้
    เว้นแต่การแก้ไขภาวะแห่งจิต
    แก้ไขให้มันสงบแล้วมองอดีต ปัจจุบัน อนาคต
    ให้มันเป็นสิ่งที่ "ควรจะเป็น"
    December 28

    สวัสดีปีใหม่

    สวัสดีปีใหม่คับ..
    ปีที่ผ่านมานี้มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง สุข ทุกข์ เศร้า ให้น่าปลื้มหลายอย่าง
    ผ่านไปอีกหนึ่งปี ที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป
    ที่กำลังจะเข้ามาถึงก็ขอให้เป็นสิ่งดีๆ
    เพลงนี้ .. รักคุณเข้าอีกแล้ว เป็นภาคต่อของ รักคุณเข้าแล้วของ บอย - ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
    น่ารักดี ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นดีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก
     กำลังจะเข้าปีใหม่..
    อยากให้ทุกอย่างในชีวิตเป็นสิ่งใหม่ๆ มองภาพใหม่ๆ 
    และความรู้สึกใหม่ๆ
    สำหรับวิธีแก้เท้าเหม็นหน่ะ ... มันมีสองวิธีนะ
    วิธีแรก มันเกิดจากที่เท้า .. ให้เอาน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นแล้วแช่เท้าไว้สักพัก
    วิธีที่สอง มันเกิดจากรองเท้าหรือถุงเท้า .. ซื้อใหม่คับ แนะนำ
    (ไม่รู้ตอนนี้เท้าหายเหม็นหรือยัง แต่ตอนที่ฟังตอนแรก ขำๆ ดีนะ ) 
    วันนี้ลาพักร้อนหนึ่งวัน ..
    พักร้อนใจหน่ะ แล้วก็จะกลับไปที่สุพรรณ ไปหาเพื่อน ไปหาฝูงบ้าง
    แล้วก็จะไปวางแผนชีวิตสำหรับปีหน้าด้วย
    เมื่อวานคุยกะเพื่อน..ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับสังคม
    ข้อแรกคือ .. ประเทศนี้มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งไม่ต่างจาก อินเดียเท่าไรนัก ไฮโซ กะ ไม่ใช่
    อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีความรักในความจริง และไม่มีความจริงในความรัก
    ปีหน้าเปิดมาวันที่ 2 คงจะมีเวลาทำอะไรใหม่ๆ ได้มากขึ้น
    คงจะได้เที่ยวมากขึ้น
    คงจะได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น
    และคงจะได้ทำให้ใจสงบขึ้น
     
     
    December 25

    เมื่อไร ..

    ก็..น่ารักดีนะ ชอบนะ แต่.. ไม่อะ ไม่มั่นใจเท่าไรนัก กลัวๆ อยู่
    .. ถ้ารู้จักได้ก็คงดีสิ
    ... แต่ ก็แล้วแต่โชคชะตาแล้วกัน .. ถ้าดวงมันจะรู้จัก จะได้คุยกัน จะได้เป็นเพื่อนกัน .. ก็แล้วแต่ดวง
     
    ... ปัญหาก็มีเยอะนะ คริสมาสต์แล้ว ปีใหม่แล้ว ดีๆ สิ้นปีนี้ได้เล่นกีฬา ก็หายเครียดๆ งานก็ยังมากมายอยู่เช่นเดิม
    ... อ๋อ ฝากบอก อยากทำอะไรกัน ไปใหนกัน ก็แล้วแต่หล่ะกัน ไม่ได้ว่าอะไร เข้าใจว่าทำอะไรคิดอะไรกันอยู่
     
    .. ปีหน้า ปีใหม่ สัญลักษณ์ประจำปีหน้าของผม .. แกะ คับ ไม่รู้ทำไม แต่รู้ว่า ปีหน้าชอบแกะ
    .ปีนี้ชอบ วัว ไม่เข้าใจเหมือนกัน
     
    ..... เรื่องความรัก ไม่มีคอมเม้นต์
     
    ... เรื่องสุขภาพ แข็งแรงดี
     
    ... เรื่องที่ใครถามว่าอะไรวันนี้ ก็. ใช่ทั้งนั้นหล่ะ อิอิ
     
    ขอให้โชคชะตานำพาข้าพเจ้าพบทางสว่างด้วย ..

    ว่าด้วยเรื่องไปเที่ยวดีกว่า
    เสาร์อาทิตย์นี้ ได้ไปเที่ยว อช. พุเตย จังหวัดสุพรรณ .. ซึ่ง อุดมไปด้วยธรรมชาติ
    ไปกางเต้นท์ครับ ทางขึ้น สองฝั่งทางก็เป็นธรรมชาติดีๆ เลย ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย  ได้เห็นทะเลหมอก ได้หนีความวุ่นวายยุ่งเหยิง สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ .. ดีครับ ชอบ แบบนี้
    หาที่สงบๆ อย่างนี้นานแล้ว .. รู้สึกมีความสุขดี ได้ก่อกองไฟ ได้นอนเต้นท์ ดูดาว ลมเย็นๆ
    แต่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แม้จะไม่เห็นดาวชัด แต่ก็ชัดกว่าที่ใหนๆ ที่เคยเห้นมาทีเดียว
    ทริปนี้ เอาฟิล์ม Proimage ไป 1 แพ็ก กะกดให้กระจาย .. แต่ก็กดไปได้แค่สองม้วนเอง น่าเสียดายเหมือนกัน ..แต่ก็ยังดีนะ ได้เอากล้องกะเลนส์ที่สะสมไว้ ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะบ้าง เดี๋ยวราจะได้ไม่ถามหา
    พกขาตั้งกล้อง สายชัตเตอร์ ครบ เลยย..
    แล้วล้างฟีล์ม เมื่อไรจะอัพให้ดูกันหล่ะกัน
    ... ทำไมไม่ใช่ดิจิตอล.. ผมรู้สึกว่า ดิจิตอล ไม่ได้อารมณ์หน่ะ คือเป็นคนชอบกล้องฟีล์ม มากกว่าไหนๆ ความเป็นเทคโนโลยี บางครั้งก็ทำให้ชีวิตน่าเบื่อ  ก็เหมือนคนเราหล่ะ นะ .. ชีวิต ที่สบายเกินไป ก็น่าเบื่อ
    ...... พรุ่งนี้จะเป็นไงหว้า แต่ ปีใหม่เนี่ยะ .. ต้องมีไรดีๆ แน่ๆ  รับรอง ..
    December 19

    อากาศดีจัง

    อากาศเย็นๆ ลมโชยๆ โอ๊ยๆๆ มีความสุข ..
     
    คิดถึง .. เธอจัง
     
    .. ใครอะ .. ไม่รู้ดิ แต่รู้ว่ามีความรู้สึกดีๆ มันเป็นความฝัน ว่าสักครั้งหนึ่ง จะได้ใช้ชีวิตอยู่ทางภาคเหนือ .. เชียงรายก็ดีนะ .. เชียงใหม่วุ่นวายๆ

    ... คือเมื่อหลายปีที่แล้วเคยไปเชียงใหม่ แบบว่าไปเที่ยว .. แล้วก็ชอบๆๆๆ ชอบความเป็นไทยของคนเหนือของเรา รู้สึกว่า อ่อนโยน สุภาพดี ..

    อะๆๆ หารู้ไม่.. ผมเคยหักอู้กำเมืองอยู่สักพักหนึ่ง แต่แล้วก็เลิกพูดไป .. ตอนนั้นที่อยู่เชียงใหม่ ผมเคยพูดคำเมือง แบบว่าแม่ค้า ฟังไม่รู้ว่าเราหัดพูด

    เค้าก็อู้ กลับ ยาวเลย ฮ่าๆๆๆๆ จนคนไปด้วย งง ว่าเราอู้ได้จะได
     
    แหมม มันม๊วนอ๊กม๊วนใจ๋ ดีจังน้อ  (พูดแล้วนึกถึง ซิมของดีแทคเลยนะ) ล่าสุดไปพิษณุโลก ก็ไม่ได้เหนืออะไรเท่าไรหรอก

     แต่มีความรู้สึกว่า เห็นการลอยโคม ตอนลอยกระทง .. แล้วมีจิตวิญญาณ คนเมืองมากเฮือกๆ 
     
    วันนี้อารมณ์ คลื้มๆ ตอนอ่านหนังสือสอบ ก็ขอเพลง เหนือหน่อยหล่ะกัน ..
     
    ปล. ตอนนี้ broadband ใช้ได้แล้ว เร็วๆ นี้ก็จะกลับไป  http://bomb.diaryclub.com ให้เร็วที่สุดแล้วกัน .. ทิ้งมานานเพื่อนหายหมดแล้ว .. แต่ถ้าอารมณ์ดีมากๆ อาจหา site เด็ดๆ ไปเลย

    ตอนนี้คิดออกแล้วว่าจะทำเกี่ยวกับอะไร ... สัมภาษณ์สาวเหนือ ลงได ดีไหมน้ออ .. ฮ่าๆๆ   มันมีฟามสุ๊กกกกกก
    December 15

    เข้าใจ

    ถ้าเพลงไม่ดัง คลิ๊ก.. นี่เลย

    ...เข้าใจ...

    ... ฉัน เข้าใจทุกอย่าง ...

    เลิกบังเลิกอำพราง ขอให้ฟังกันก่อน
    เรื่องเราหากจะคิดไป จะอยู่ไปไยให้หมอง

    ... อยู่เราสองก็คงปวดใจ ...

    สองใจ คิดไปคนละอย่าง
    ต่างคนต่างมีทาง รักจำทนกันได้
    สองคน ไม่เคยเข้าใจ
    คนให้อภัยไม่ดี อยู่อย่างนี้แล้วดีอย่างไร

    ... มันดีอย่างไร ...

    คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันมีสุขไหม
    คงเป็นเพียงเราเผลอไป ไม่ตั้งใจ

    ... จะรักกัน ...

    ให้มันยั่งยืน ฝืนไปตรมใจเปล่า
    อยู่เดียวอาจเปลี่ยวเหงา ขอเพียงเราเป็นเพื่อน
    เสียใจอาจจะเสียใจคงไม่นานไปก็เลือน
    อาจ จะเหมือนเมฆลอยผ่านไป

    ... ทำใจก็ลืม...

    คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันมีสุขไหม
    คงเป็นเพียงเราเผลอไป ไม่ตั้งใจ

    ... จะรักกัน ...

    ให้มันยั่งยืน ฝืนไปตรมใจเปล่า
    เมื่อใดหากใจเหงา สองเรายังเพื่อน
    แยกไป ใช่จะร้าวกัน
    มาผูกใจกันดั่งเหมือน เพื่อนจะรักดั่งเดิมได้ไหม

    ... นะเธอ ...


    ถ้าจะฝากเพลงไว้ เพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะ .. "คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันมีสุขไหม"  .. คือนิยามของความรัก ที่หลายต่อหลายคนกำลังค้นหา รัก คือ อะไร อะไร คือ รัก .. แล้วรักนั้นมีสุขไหม

    เมื่อความรัก คือการ เอาชนะกันและกัน .. รักนั้นก็คือการแก่งแย่งชิงดี .. และก็จะไม่มี ความสุข

    และตราบใดหาความสุขจากรักไม่เจอ .. รักนั้นก็เป็นเพียงแค่ "ลม"

    แต่หากจะมองอีกมุม เมื่อรักคือคำว่าห่วงใย อะไรคือนิยามของ คำรัก

    เมื่อมีทั้ง "ห่วง" มีทั้ง "ใย" แต่ ไม่มีคำว่าประมาณของสิ่งนั้น

    ยิ่งห่วง ยิ่งใย ยิ่งดี หรือยิ่งแย่ ..

    "ไม่มีความรักในความจริง และไม่มีความจริงในความรัก

    ................................................................................

    ความจริง .. คือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นและอยู่ตลอดไป

    ความรัก .. ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่จะอยู่ตลอดไปถ้ามันได้เกิดขึ้นแล้ว

    การมองตัวเอง กลับมารักตัวเอง คือสิ่งที่ หลายคนลืม ลืมที่จะนั่งมองตัวเอง ลืมที่จะคิดถึงตัวเอง ..

    การมองคนอื่น มองไปที่คนอื่น สิ่งที่ หลายคนลืม ลืมที่จะมองคนอื่นคือ เค้าจะคิดอย่างไร ..

    December 13

    เหงา - เหนื่อยใจ

    หลายครั้งหลายคราที่เดินคนเดียว... มองไฟ
    หลายครั้งหลายหนที่นั่งคนเดียว .... มองคนเดินไปมา
    ......................................................................
    มีคนเคยถามว่าทำไมชอบไปจัง ไอทีสแคว์ เนี่ยะ มันมีอะไรดี  ...
    คำตอบ อยู่ที่วันนี้นี่หล่ะ .. เหตุผลของมันหน่ะหรือ .. ผม เหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว 
     
    แล้วไปที่ ไอทีแสคว์ มันหายเหงา เหรอ ...
    คำตอบ ก็ไม่หายหรอก แต่รู้สึกดีขึ้นนะ ..
     
    ทำไมหล่ะ
    คำตอบ  ก็เพราะมีคนเดินไปเดินมา มากมาย แต่ละคนก็ง้วนๆ ในกิจกรรมของตนเอง แม่ค้าขายหมึกปิ้งก็ขายไป คนขายหนังสือก็ขาย ขายกระเป๋า ขายเสื้อ มากมาย แล้วคนซื้อก็มากมายเช่นกัน ทั้งซื้อ ทั้งต่อรอง ซึ่งหลายต่อหลายคนก็มาอย่างมีความสุข (เพราะถ้าไม่มีความสุขก็คงไม่มา)
              แต่สำหรับผมก็ไม่ถึงกะสุข ไม่ถึงกะทุกข์ อะไร แค่ชอบมองคนเดินไปเดินมา มันเหมือนมีเพื่อนมากมาย เพื่อนที่ไม่รู้จักกัน แต่อย่างนั้นสำหรับค่ำคืนๆ นั้น เค้าก็เป็นเพื่อนเราได้ เพื่อนที่อยุ่ในสายตาของเรา
     
    แล้วผมไม่มีเพื่อนเหรอ
    คำตอบ  ก็มีสิ แล้วก็มีเยอะด้วย แต่สำหรับเพื่อนที่สนิทของผม เค้าไม่อยู่ เพื่อนที่แสนดีของผม เค้าไม่ได้อยู่กับผม ไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย .. เพื่อน คำจำกัดความคำนี้ช่างมากมาย .. เพื่อนที่ดีก็มี เพื่อนไม่ดีก็มี ผมก็เลยยอมที่จะมองและคิดว่า การที่เราจะคบเพื่อนที่ดีไว้สักคนหนึ่ง นั่น มันก็คงจะดีซะกว่าจะคบเพื่อนที่เลวๆ สักสิบ ยี่สิบคน ..(มีน้ำจืดแค่แก้วเดียว มีค่ายิ่งกว่ามีน้ำเค็มเต็มทะเล)
     
    แล้วผมจะทำอะไรต่อไป
    คำตอบ  ก็นั่งมองหน่ะสิ มองไปเรื่อยๆ ใครจะเดินไปทางใหนก็สุดแต่ทางเดินของเค้า แต่ถ้าเค้าอยากให้เราช่วยเหลือ ช่วยอะไรได้ก็บอกเรา ช่วยได้ก็จะช่วย
     
    ... คิดถึงแกหว่ะ เพื่อน 
     
    ...... เหงาเพราะว่าไม่มีเพื่อนที่จริงใจๆ ไม่ใช่เหงาเพราะว่าไม่มีใครอยู่ข้างๆ 
    ความจริงใจคืออะไรเหรอ
    คำตอบ อาจตอบง่ายๆ เพียงแค่ว่า คุณก็แลกความจริงใจเค้าไปสิ แล้วก็จะได้กลับมา (จริงเหรอ)
     
    ไม่จริงหรอก ... ผมเถียง คนเรามันมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ต่างคนก็ต่างดิ้นรน ค้นคว้า หาทางที่ตัวเองจะเดิน บางคนต้องการชื่อเสียง บางคนต้องการร่ำรวยเงินทอง แต่ผม แม้จะมีความต้องการอยู่บ้าง แต่ผมรู้ว่า.. ผมพอแค่ใหน .. เงินเดือนผมประมาณนี้ สองหมื่นกว่าๆ น้อยกว่าหลายคนในที่ทำงาน .. แต่ก็มากกว่า ตัวเองในอดีต
     
    เคยอ่าน FWD mail ตัวหนึ่ง ของคุณวิน เรียววาริณ
    ใจความใน mail ฉบับนั้น เค้าบอกว่า การทำงานให้ดูที่ผลสุดท้ายของมัน
    บางคนค้าขายร้านใหญ่โต มีเนื้อที่กว้างหลายไร่ ..แต่ก็ล้มละลาย เพราะว่ากำไรมากจริง แต่ต้นทุน ค่าใช้จ่ายก็สูง
    แต่สำหรับบางคนค้าขายเพียงรถเข็นขนมครก .. แม้กำไรไม่มาก แต่ผลสุดท้ายที่เค้าได้รับคือความสุข ..ความสุขจากการทำงาน ความสุขจากการใช้ชีวิต
    บางคนทำงานในที่หรูใหญ่โต ..แต่เปี่ยมไปด้วยโรคมากมาย
    แต่สำหรับบางคนทำงานเพียงกระต๊อบเล็กๆ ปลายนา ... แต่เปี่ยมด้วยสุขภาพที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
     
    .... ผมไม่ได้เขียนบทความบทนี้ตามกระแสพระราชดำรัสของความพอเพียง.. แต่ผมได้เขียนมันขึ้นมาด้วยความเป็นจริงที่พบเจอในชีวิต ..ผมเขียนแล้วมองรูปของในหลวงในขณะที่ท่านกำลังทรงงาน อย่างขมักขเม้น..ผมอยากทำงาน.. ตามหลักของท่านพุทธทาส  ผมอยากทำงานตามแบบของในหลวง  ผมอยากเป็นตัวของผมเอง ที่ตัดสิ้นและงดเว้นจากทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว อยากพ้นทุกข์เสียที ..
     
    """"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
    ปล. สำหรับคนที่ชอบเพลง รักๆ แบบอกหัก เอาอันนี้ไปฟัง แล้วกัน แล้วถ้าอยากได้ code ..แถมให้ ..http://www.myfirstsight.com/music/wma-files/Tired-XLStep.wma ฟังทีไรร้องให้ทุกที พับผ่าสิ  (สำหรับเพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกชอบมากที่สุด เพราะผมเป็นอย่างนี้ทุกเวลา .. ดังนั้น หากมีเพลงรัก อกหัก เศร้า เพลงใหนมา รบกวนจิตใจผม ผมก็จะปฏิเสธ ทุกครั้งไป)
     

    เหนื่อยใจ - XL Step

     

     

    อยากจะรู้ ว่าทำไมเธอจึงไม่เคยพอใจ ไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่าง

    และรักที่มีให้ไป มันไม่มีความสำคัญ หรือที่ฉันให้เธอมันน้อยไป

    บอกได้ไหม ว่าต้องทำอะไรให้เธอพอใจ จะทำอย่างไรให้หันมามองฉันบ้าง
    อดทนกับความเฉยชา ของเธอมานานแสนนาน หรือว่าถึงเวลาที่ควรตัดใจ

    หมดแล้ว ฉันรักเธอหมดใจ ทุ่มเทไปทุกอย่าง
    แต่ความหวังยังดูเลื่อนลอย ไกลห่างออกไป เมื่อเธอไม่เคยมองเห็น
    เหนื่อยใจ เหมือนใกล้จะหมดแรง ที่ทำไปทุกอย่าง
    แต่ไม่เห็นจะมีอะไร ที่เธอต้องการ ก็คงไม่มีวันนั้นที่เธอพอใจ

    หมดแล้ว ฉันรักเธอหมดใจ ทุ่มเทไปทุกอย่าง
    แต่ความหวังยังดูเลื่อนลอย ไกลห่างออกไป เมื่อเธอไม่เคยมองเห็น
    เหนื่อยใจ เหมือนใกล้จะหมดแรง ที่ทำไปทุกอย่าง
    แต่ไม่เห็นจะมีอะไร ที่เธอต้องการ ก็คงไม่มีวันนั้นที่เธอพอใจ

    ฉันเสียเวลา กับเธอมาตั้งนาน ทั้งๆที่รักเธออยู่แต่ก็ต้องไป
    ถ้าฉันยังอยู่ ก็อาจจะยิ่งเสียใจ ไม่อยากเหนื่อยใจมากไปกว่านี้

    หมดแล้ว ฉันรักเธอหมดใจ ทุ่มเทไปทุกอย่าง
    แต่ความหวังยังดูเลื่อนลอย ไกลห่างออกไป เมื่อเธอไม่เคยมองเห็น
    เหนื่อยใจ เหมือนใกล้จะหมดแรง ที่ทำไปทุกอย่าง
    แต่ไม่เห็นจะมีอะไร ที่เธอต้องการ ก็คงไม่มีวันนั้นที่เธอพอใจ

    ก็คงไม่มีวันนั้นที่เธอพอใจ

     
     
     
    December 03

    โครงการทำดีเพื่อพ่อ

    เจ้หลิวสั่งมา
    http://cynicledestiny.spaces.live.com
      

     Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร?

    เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ พวกเราในฐานะคนเขียนบล็อก/เว็บไดอารี่ ขอถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยที่แข็งแรง และพวกเราปรารถนาที่จะทำความดีคนละหนึ่งอย่างเพื่อพ่อหลวงของพวกเรา

    Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อ คือการเขียนลงในบล็อกว่าตั้งใจจะทำความดีอะไรหนึ่งอย่างเพื่อพ่อ แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นอีก ๕ คนเพื่อให้เขียนบล็อกแบบเดียวกัน

    กติกา

    • ให้ copy เนื้อหาในหัวข้อ Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร? ที่อยู่ด้านบน และหัวข้อกติกานี้ นำไป paste ลงในบล็อกของคุณ
    • เขียนบอกว่าใครที่ tag มาหาคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบทความที่ tag มาหาคุณด้วย เพื่อที่คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณ จะได้ตามไปอ่านบทความของคนที่ tag หาคุณได้
    • เขียนความดีหนึ่งอย่างที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ ถ้านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ให้เข้าไปดูในเว็บ www.dogood.or.th  
    • ให้ tag ไปหาคนอื่นอีก ๕ คนเพื่อให้เขาทำเช่นเดียวกับคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบล็อกของทั้ง ๕ คนด้วย และถ้าเจ้าของบล็อกเข้ามาเขียนบทความแล้ว ก็ให้แก้ลิงก์ไปที่ตัวบทความเลย คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณแล้วจะตามอ่านของคนที่คุณ tag ไปหา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาว่าบทความอยู่ที่ไหนในบล็อก
    • เข้าไปขอแบนเนอร์โครงการทำดีเพื่อพ่อจากเว็บ www.dogood.or.th/banner_exchange  แล้วนำมาติดในบทความที่คุณเขียน
    • เข้าไปแจ้งที่ http://blog.macroart.net/dogood ว่าคุณได้เขียนบทความทำดีเพื่อพ่อแล้ว
    • ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเขียนว่าจะทำดีอะไรแล้ว ขอให้มีความตั้งใจมั่นและลงมือทำความดีที่เขียนไว้ให้สำเร็จ สังคมเราจะดีขึ้นเพียงแค่ทุกคนช่วยกันทำความดีกันคนละเล็กคนละน้อย

    ................................................................................................................................................................................................................

     .... เถลิงราชย์สิริเริง     ขออัญเชิญพระเกียรติอัน

    ณ บดินทร์ดุจฟ้ายัง       ธ แผ่นดังดุจแดนไกล

           อ้าองค์มหาราช        สิริชาติผ่องอำไพ

    ขอทรงจำเริญใจ          ธ เทิดไท้องค์ราชัน

           ข้าปวงประชาราชฏ์    ขอก้มกราบองค์อนันต์

    ขอนพพระพรพรรณ      ดลยลยังองค์ยั่งยืน 

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

     

    ......................................................................................................................................................................................


        ใหนๆ ก็จะเขียนบทความถึงพ่อแล้วร้อยกรองก็มีแล้ว ขอมีร้อยแก้วแล้วซะหน่อย แล้วกัน

          ยี่สิบหกปีผ่านไป .. หกสิบปีก็ผ่านไปด้วย พ่อผมอายุเข้าปีที่หกสิบแล้ว ..

          อายุที่ยี่สิบหกของผมเป็นอายุที่อยากจะค้นหาความหมายของชีวิตมากมาย เป็นส่งที่อยากทำงานมากๆ อยากได้สิ่งของมากมาย อยากมีคนที่เข้าใจอยู่ข้างกาย และอยากกับอีกหลายๆ เรื่อง 

          แต่.. อายุหกสิบของพ่อ ใกล้วันเกษียณอายุราชการ ความอยากอย่างเดียวของพ่อ .. "ให้ลูกมีความสุข"

          แล้ววันนี้ .. ผมทำอะไรเพื่อพอหรือยัง ..ผมถามตัวเองอยู่เสมอ ว่าที่ผ่านมาทำดีเพื่อพ่อ ทำสิ่งที่พ่อหวังไว้หรือยัง ..  

          ทุกวันนี้อยากทำงานดีๆ เพื่ออะไร "แลกกับความสบายใจและความหวังขอพ่อในอดีตหรือป่าว"

          ทุกวันนี้อยากได้ของมากมายเพื่ออะไร "เพื่อแลกกับความสุขของพ่อหรือป่าว"

          ทุกวันนี้อยากมีคนข้างกายเพื่ออะไร "เพื่อไว้ช่วยดูแลพ่อหรือป่าว"

          และความอยากทั้งหลายจะมีไว้เพื่ออะไร .. ถ้าวันนี้ความอยาก ความต้องการของเราไม่มีเพื่อให้พ่อมีความสุข .. แล้วเราจะมีสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร ขอให้กลับไปนั่งคิดว่า ในชีวิตที่เกิดมานี้ใครกันที่ห่วงและรักเรามากมายมากกว่าพ่อมีอีกหรือไม่ .. หากว่าคิดแล้วไม่พบ ก็จงรักและห่วงพ่อให้มากๆ เพื่อตอบแทนท่านที่ท่านยังห่วงเราทุกลมหายใจ

         ปล. เมื่อวานพาพ่อไปทานข้าวแล้วเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ..อิอิ มีความสุข

    ..............................................................................................................................................................................................................................

     

    ความดีที่บอมบ์จะตั้งใจทำเพื่อพ่อ

    " จะพูดน้อยๆ คิดมากๆ และไม่ทะเลาะกะใคร .."

     

    ๕ คนต่อมาที่อยากให้ร่วมกันทำความดี

    ๑. เจ้บุ๋มและน้องเอดั้น  http://boomlife.diaryclub.com/

    ๒. หลานเอิร์ธ  http://earth-emotion.spaces.live.com/

    ๓. เพื่อนป๋อม  http://emeraldjet.spaces.live.com/

    ๔. นส.ปิ๋ม  http://iampumpim.spaces.live.com/

    ๕. เพื่อนนก   http://nok21.spaces.live.com/

    November 30

    เช้าที่อากาศเย็นๆ

    เช้านี้อากาศหนาวเนอะ ..
    เมื่อคืน สี่ทุ่มกว่าๆ อยู่ๆ ก็ปวดหัวอย่างหนักเลย เหมือนหัวจะแตกออกจากกัน ..
    ใช้มือจับที่จมูกดู .. มีเลือดไหลมาด้วย
    ก็คิดว่า น่าจะแค่เส้นเลือดฝอยที่จมูกแตกหล่ะมั้ง
     
    แต่... วันนี้เช้า .. ตื่นมาก็ยังรู้สึกมึนๆ เลือดที่จมูกแห้งแล้ว
    ฝืนขับรถมาทำงานเพราะว่ามีงานด่วนจริงๆ เป๋ ไปมานิดหน่อย แต่ก็มาถึงได้
    .. ตัดสินใจไม่จอดบนที่จอดรถเพราะว่า ขึ้นไปต้องชนแน่ๆ มันน่าเวียนหัวนี่นา
    ..เช้านี้ พี่อ้อ ซื้อน้ำเต้าหู้มาให้ ดีหน่อย ได้กินบำรุง ..
     
    อ่าๆๆ อากาศเย็นอย่างนี้ชอบจังเลย อยากอยู่เย็นๆ อย่างนี้ตลอดไป
    แต่จะได้อยู่นานแค่ใหนนี่สิ.. เฮ้ออ ..
     
    ปล. คิดถึงทุกคนเลยนะ ..
    ""สิ่งที่ผมทำผิดไป ก็ขอโทษด้วยนะ ขอโทษจริงๆ ""
    November 09

    จดหมายถึง นิวตัน

    เรียน ไอแซก นิวตัน
     
              ตามที่ท่านได้ค้นพบกฎที่สำคัญ 3 กฎ คือ กฎแรงโน้มถ่วง กฎแห่งการเคลื่อนที่ และทฤษฎีของสเปกตรัม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของโลกไป ทฤษฎีทั้งสามนั้นหน่ะ .. มันเจ๋งจริงๆ นะท่าน  ทฤษฎีของท่านอธิบายอะไรๆ ในโลกนี้ได้หลายอย่าง แน่ๆ เห็นๆ ก็ทฤษฎีของความรักระหว่างคนสองคน .. ซึ่งอาจอธิบายได้ตั้งแต่จะเกิดความรัก
              ซึ่งทฤษฎีแรก..เมื่อเกิดตกหลุมรักใครสักคน ..แน่นอน ..โอ้ว ความรักตกหลุม มันหนีไม่พ้นแรงโน้มถ่วงจริง ๆ นะท่าน แรงนั้นมึนดึงได้แม้กระทั่งความรู้สึก ซึ่งไม่แม้แต่การหนีจากแรงนั้น จากที่ศึกษามาไม่มีใครหนีพ้นจากแรงนี้ได้ ตกไปแล้ว ขึ้นไม่ได้ แก้ตัวไม่ได้ .. ต้องหาทางออกเอง (ซึ่งผมเองก็หาไม่เจอ)
              ทฤษฎีที่สอง .. การเคลื่อนที่ที่สัมพันธ์กันระหว่าง เวลา ระยะทาง และความเร็ว .. ไม่กล่าวในกรณีเกิดความเร่งนะ  ทฤษฎีดังกล่าว ความรักที่สัมพันธ์กับเวลา .. ความรัก ระยะทาง เวลา ..การเคลื่อนที่ของทฤษฎีดังกล่าวเป็นลักษณะของเส้นโค้งพาราโบร่าคว่ำ .. โดยแกน x เป็นเวลา และแกน y เป็นระยะทาง  ส่วนความรักจะพุ่งจากจุดๆ 0 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราของเวลาและระยะทางจนถึงจุดๆ หนึ่ง ..ก็จะเกิดการโค้งกลับ แล้วตกมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งของความรู้สึก .. ทฤษฎีนี้จะแปลงการทำเส้นความรักให้เป็นเส้นตรงนั้น .. เป็นสิ่งที่ยาก แต่ไม่เกินความสามารถ .. ของคนสองคนที่จะทำ (ร่วมกัน) (ทฤษฎีนี้ผมเองหนีไม่พ้นจากมัน .. สุดท้ายก็ล่ม)
              ทฤษฎีที่สาม .. ทฤษฎีของสเปกตรัม .. โดยที่ทฤษฎีนี้ชี้ว่า แสงต้องเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ ซึ่งต่อมาถูกหักล้างโดย ไอน์สไตน์ .. หากเปรียบแล้ว ความรัก..ไม่ว่าอยู่ในสถานะใน ในที่มืด หรือในที่สว่าง ความรักก็จะเป็นสิ่งที่สว่างสดใจเสมอ .. ความรักไม่เคยทำให้คนตาบอด .. (ความหลงต่างหากที่ทำให้คนตาบอด) .. 
              ทฤษฎีทั้งสามทฤษฎีของท่านนี้ .. เยี่ยมจริง ๆ ..  (ไปต่อไม่ถูกแล้ว.. มั่วจริงๆ อะ)
     
    ......................................................................................
     
              วันนี้นึกครึ้มๆ ไปเดินเล่นหน้าปากซอยที่ทำงาน .. เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดอะไร ..มารู้สึกตัวอีกทีก็ถึงรถไฟฟ้า
              มองโน้น มองนี่ แล้วก็พลันนึกว่า ..ตลอดเวลาเราทำอะไร ทำอะไร
              โลกเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้วเหรอ .. เราไม่เจอโลกภายนอกนานขนาดนี้แล้วเหรอ
    คิดไปแล้วเสียดายเวลาของคนเรา ถ้ามัวแต่อุดอู้อยู่กับอดีต 
    เสียดายที่คนเราไม่ทำอะไรในปัจจุบันให้มีค่าต่อคนอื่น
    เสียดายหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
    .. เดินกลับไป คิดไป .. ตลอดเวลา ถ้าสมมุติเราคิดว่า เรามีเวลาเหลือในชีวิตอีกแค่ 1 ปี
    เราก็จะได้รู้ตัวเองว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคืออะไร
    เวลาของคนเราไม่นานนัก ..ไม่แน่วันนี้อาจเป็นวันสุดท้าย ..หากคุณอยากทำอะไรก็จงทำเถอะ
              ..ทำให้ชีวิตมีความสุขไปวันๆ ดีกว่า.. 
    October 12

    หนาว

    หนาวจังเลยย..... ทำไมอากาศมันเป็นอย่างนี้หว่า
    เมื่อวานฝนตกวันนี้ หมอกลงจัดตอนเช้า ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่
    ... เมืองนี้มันแปลกๆ นะ มันตีระฆัง ได้ทั้งวันเลยย.. ฟังแรกๆ ก็เพลินหรอก แต่อยู่ไปนานๆ ชักเบื่อและ
    ... วันนี้ถูกจับแยกกลุ่มไปทำ working group กับต่างชาติหมดเลย ..เหอะ สงสารเพื่อนร่วมกลุ่มจัง .. (ไม่สงสารตัวเองหรอก)
    ... อาหารที่นี่ ..แหวะ มีแต่เลี่ยนๆ เละๆ ไม่เหมือนข้าวบ้านเราเลย ..สรุปข้าวที่บ้านหร่อยกว่าเยอะ.
     
    ... เมื่อเช้าวาน เดินออกไปเรียนตอนเช้า เจอตลาดนัด .. เย้ๆๆ สวย และน่าซื้อมากๆ แต่ต้องรีบไปเรียน ก็เลย.. ได้แค่ถ่ายรูป แต่พอเย็นๆ กลับมาดู ปิด ซะและ
    ... อยู่ที่นี่ จากเป็นคนไม่กินเบียร์ไม่กินแอลกอฮอ ... เดี๋ยวนี้ ซัดทุกวันเลย ..เมาได้ทุกวัน .. ก็มันถูกกว่าน้ำหน่ะ และก็แก้หนาวด้วย .. จริงๆ นะ
    ... beer jupilar ป๋องละ 1.5 Euro น้ำเปล่า 2 Euro ""
    ... คนที่นี่ ไม่ขับรถคับ เดิน กะ จักรยาน ทั้งเมือง ไปใหนมาใหน ถึงได้เดินเอาตลอดเวลา
    ... เมื่อเย็นไปแวะร้าน kipling มา.. เห็นๆ แล้วก็ อื่ม ถูกกว่าเมืองไทย นิดหนึ่ง .. ประมาณ 40 % ได้หล่ะมั้ง...
    ... พรุ่งนี้ก็อบรมวันสุดท้ายแล้ว.. ได้กลับบ้านแล้ว.. แต่ต้องสอบด้วย เครียดๆๆๆๆ เฟ่ย...
    อยู่ที่นี่ ภาษาดีขึ้นเยอะ ยอมรับเลย ว่าฟังรู้เรื่อง แม้จะไม่เข้าใจจนขำตามก็เหอะ ... สภาพแวดล้อมมันกดดัน นี่นา ..
    เมื่อวาน มี dinner talk เหอะๆ คุยกะ ต่างชาติ ก็ดีหนุกดี แม้ไม่ค่อยได้พูด อาศัยฟังแล้วก็เออ ออ ตามไปอะ .. ฮ่าๆๆ
    October 10

    ถึงและ

      โอ้วๆๆ ... เดินทาง 11 ชั่วโมง บิดไปบิดมา ฮา
    ถึงสนามบินที่ แฟร้งเฟริส แล้ว อากาศก็ 7 องศา เอง ไม่มากไม่มาย
    แต่การเดินทางนี่สิ ขอบอกว่าสุดๆ .. ที่เยอรมันลงเครื่อง รอต่อไปบรัซเซล .. สงสัยจังว่า ตม เยอรมัน กินอะไรกันมา
    สุดยอดแห่งความดุเลย จะให้ถอดทุกอย่างเลย คนเรา ยิ่งๆ ปวดท้องอยู่ เฮ้ออ ว่าแล้วก็หลุดด่าน ตม มาได้ ต้องนั่งรออีกนานเลย
    ว่า flight ไป brussels จะออก เดินก็แล้ว ของก็แพง น้ำตั้ง 2 Euro แนะ ...
      เดินทางมาลงที่บรัสเซล นึกว่าจะสิ้นสุดการเดินทางที่ลำบากแล้วต้องต่อรถไฟจากสนามบินไปลงสถานี ..
    แล้วก็ต่อไปลงที่ brugge อีก เน็ตๆ แล้วนั่งรถไฟ ดูสองข้างทาง อื่มม มีแต่ วัว หมู ม้า กะทุ่งหญ้ากว้างๆ จริงๆ
       ถึง brugge อะ ฮ้า  ... คราวนี้ได้นั่งแท็กซี หลังจากเดินแบกกระเป๋ามานาน ... ขอโทษครับ benz คับแท็กซี่ที่นี่
    นอกจาก benz ก็จะเป็น ไครเลอร์ ตระกูล โรเวอร์ นั่นหล่ะ .. หรูดี ..
        คนที่นี่ ไม่ค่อยขับรถครับ อาศัยเดินเป็นส่วนมาก นอกนั้นจะปั่นจักรยานกัน ...อากาศ ตอนมาถึงหายใจเป็นไป น่าจะสัก 4 องศา หล่ะ
    หาซื้อน้ำที่นี่ยากคับ ..เว้นแต่เบียร์ หาง่ายและถูกกว่าเยอะ .. ว่าแล้วก็ซัดไปหลายอยู่ 1.5 euro เอง หาซื้อตาม shop ที่เป็นรถเข็นข้างทางได้เลย
    .. สาวๆ ที่นี่ น่ารัก จริงๆ
    .. เมืองที่นี่ เหมือน กัน พิพิธภัณฑ์เปิด เค้าอนุรักษ์ไว้ ให้พื้นเป็นอิฐปู บ้านเป็นโบราณ ๆ แบบยุโรป มีโบสถ์เยอะๆ
    .. เมือง brugge สัญลักษณ์ของเมืองนี้คือ แม่มด .. ดังนั้น จะหาได้เยอะมากประเภทตุ๊กตาแม่มด .. เยอะจริงๆ ขายช๊อกแล๊ตเยอะด้วย
    .. เมืองนี้ ของแพงเอาการ ตามประวัติเรียกว่า เวนิสของยุโรปเหนือ .. เพราะลักษณะคล้ายๆ กันจะมี คลองผ่านกลางเมือง..
    .. ง่วง .. ไปนอนก่อน แล้วค่อยมาเล่าใหม่นะ
    ติดตามตอนต่อไปแล้วกัน (ปล.ตอนนี้ประมาณ 2 องศาได้แล้ว ฝนตกด้วย หนาวโครตๆ )
    October 05

    พร้อมแล้ว..

     6 - 14 นี้ไปอบรมนะ  ไม่ได้อยู่ เมืองไทย ..ใครๆ ที่ตามตัวอยู่ก็ทราบไว้แล้วกัน..
     มือถือไม่เปิดครับ เปลือง ..
     แต่เอา nb ไปหล่ะ ถ้าเข้าเน็ตได้จะ online แล้วกัน mail คงจะเช็คเป็นระยะๆ
     ออกเดินทางก็ ห้าทุ่มกว่าๆ การบินไทย สุวรรณภูมิครับ .. ถึง แฟร้งเฟร้ส ก็ประมาณเก้าโมง กว่าๆ รวมๆ แล้วประมาณ 10 ชั่วโมงหล่ะ
     ถึงแล้วก็นั่ง Luf ต่อไป brussel ขึ้นรถไฟ ต่อไป bruge
     
    '""""""""" ก็ยังๆ trip จะถ่ายรูปมากให้มากๆ แล้วกันนะ .. จะได้เก็บบรรยากาศดีๆ มากฝากๆ กัน
     
    ........... ขากลับก็ประมาณเหมือนตอนไปหล่ะเพียงแต่มา transit ที่ Munich เท่านั้น ""
     
     
    """"""""" ไปรอบนี้ไม่มีอะไรกังวลใจนัก .. รู้สึกอยากไปจากเมืองไทยอยู่แล้วด้วย .. แต่ที่สำคัญประสบการณ์ของรอบนี้ อาจส่งผลให้ไปอยู่ยาว ในที่ๆ คิดไว้ก็ได้นะ .. ใครจะไปรู้
     
    ............ แล้วขากลับ จะมาเล่าประสบการณ์การเดินทางให้.. ใน blog หล่ะ นะ..
     
    วันนี้ เปิด "blog งาน" เข้าไปดูด้วย ดีจังเห็นภาพตอนนี้ก็มีความสุขดีนะ ... อยากเห็นรอยยิ้มของ chicky นะ เพื่อนที่แสนดีของผม (ถ้าเข้ามาก็ทักทายกันบ้างนะ)
    ปล. จอยดูดวงแม่นดีแฮะ... จริงๆ นะ เพื่อนๆ Wink
    September 07

    เปลี่ยน

     เมื่อวานซืน เดินไปทานข้าว แล้วก็เห็นนกตัวหนึ่ง บินไป บินมา
    ..... เมื่อวาน เดินไปทานก๊วยเตี๋ยว เห็นนกตัวที่บินไป บินมา วันนั้น นอนหงาย มดขึ้นอยู่บนพื้น
    ............ วันนี้ .. นกตัวนั้น เหลือแต่ซาก กับกระดูก ..
    ...เพราะอะไร.. ???
       ก็เวลาเปลี่ยนไป อากาศก็เปลี่ยน สิ่งที่แน่นอน ก็ไม่แน่นอน
    ความสุขวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจทุกข์
    ความทุกข์วันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจสุข
        แต่ที่รู้วันนี้ อากาศเปลี่ยนไปแล้ว.. คนเราก็ต้องเปลี่ยน
      เปลี่ยนที่จะรัก เปลี่ยนที่จะลืม
          และที่สำคัญที่สุด ... คือ เราไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอ...
      ยากที่จะรัก และยากที่จะลืม
          49554001..
      จะทำให้ได้ นะ ไม่ต้องห่วง .. เราสัญญา
    August 17

    กลับมาแล้ว

    กลับมาแล้วนะ ..
    กลับมาเล่าสู่กันฟังว่าเป็นอย่างไรบ้าง
    กลับมาดูว่าคนโน้นคนนี้สบายดีไหม ..
    กลับมาเปิดแกลอรี่รูป
    กลับมาเปิดเผยตัวเองว่าเป็นอย่างไร..
    และที่สำคัญ..
    "พรุ่งนี้วันเกิดหว่ะ.."
    December 04

    แจ้งย้าย

    ปิดปรับปรุง (ยาว)..
    ไม่ได้ไปใหนหรอกนะ ขออนุญาต ย้ายไป http://bomb.diaryclub.com
    แล้วกันนะ