| visage !!!'s profilevisage's spacePhotosBlogLists | Help |
visage's spaceeverything everymore everytime |
January 25 เพียงความทรงจำ (original version) บันทึกก่อนอ่าน ... เพื่ออรรถรสในการ บันเทิงกับตัวอักษรที่ร้อยเรียงนี้ .. ควร
1. เปิดเพลงเบาๆ ซึ่งผมลงไว้ให้แล้วใน space นี้ขณะอ่าน
2. ไม่ต้องรีบ .. ใจเย็นๆ อ่านเรื่อยๆ และปล่อยอารมณ์ไปตามบทบาทของตัวละคร
3. อ่านที่เงียบๆ คนเดียว.. ซึ่งเมื่อถึงบทหนึ่งแล้ว คุณจะเข้าใจว่า "ทำไม"
ขอให้สนุกกับการรับอ่าน ได้แล้วคับ .. ไม่ต้องคิดมากๆ
เพียงความทรงจำ..
แสงไฟติดๆ ดับๆ จากเสาไฟฟ้าข้างทาง.. อาจทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นสมุดเล่มหนึ่งซึ่งตกอยู่ระหว่างกอหญ้าที่เกิดจากที่ดินรกร้างข้างฟุตบาท แต่ไม่เคยมีใครสักคนหยิบมันขึ้นมา... ปล่อยให้สมุดที่มีสีสันสดใสเล่มหนึ่งนอนอยู่กับกอหญ้า ผ่านลมและฝนมานานพร้อมกับรอยหมึก คำสัญญาที่นับวันยิ่งเลือนราง เพราะน้ำฝน.. ................................................... ชีวิตของเด็กมัธยมปลายทุกคนคงไม่สามารถหนีไปจากเรื่องเพื่อน ความฝัน ความรัก และเอ็นทรานท์ไปได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือที่มาของเรื่องราวของผมที่เริ่มต้นที่ห้องเรียนศิลปะ ผม บอมบ์ กบ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ได้มาอยู่ห้องเดียวกันในชั้น ม. 4 คงเป็นเหตุการณ์นั้นที่เราได้มาพบกับนุ่น ... “นี่ เธอ .. เธอ.. ยืมของเราก็ได้นะ” บอมบ์พูดพร้อมกับยื่นดินสอ 2B ให้ 1 แท่ง เธอก็รับไปพร้อมด้วยรอยยิ้มและเหล็กดัดฟันกลับมา รอยยิ้มที่เราเห็นได้ชัด .. ทำให้พวกผมนึกไปถึงรอยยิ้มของน้องสาวตัวเล็กๆ น่ารักคนหนึ่ง หลังจากหมดชั่วโมงศิลปะ พวกผมอาสาพาเธอไปทานข้างที่โรงอาหาร และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพวกผม .. พร้อมกับความแปลกใจของคนหลายๆ คน ที่เห็นเด็กผู้หญิงน่าตาน่ารักคนหนึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มของเด็กผู้ชายที่กำลังคุยกันด้วยคำสบถต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมดาของความคิดเด็กผู้ชาย ... จากวันเป็นเดือน .. จากเดือนเป็นปี เมื่อเพื่อนคบกันมานานก็ย่อมรู้ใจกัน.. และเริ่มรับรู้บางอย่างในวันที่ นุ่น ตัดผมสั้นมาใหม่ “เฮ้ย !! นี่แก อะไรเข้าฝันว่ะ” ผมพูด “อี้ๆๆ ทรงเก่าดีกว่าเยอะเลย” กบพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะของทุกคน “แต่... เราว่าน่ารักดีนะ” บอมบ์พูด คำๆ นี้ของบอมบ์ทำให้หน้าขาวๆ ของนุ่นแดงขึ้นมา ตั้งแต่เราเริ่มสังเกตจากวันนั้น เราก็รู้ว่า คำพูดของบอมบ์มีอิทธิพลกับนุ่นมากและรู้ว่านุ่นต้องแอบปลื้มบอมบ์ไม่มากก็น้อย ..
แต่.. ไม่เคยมีคำว่า “รัก” ใดๆ เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน ณ โต๊ะประจำกลุ่มเรา “ขนมมาแล้วจ๊ะ” เสียงใสๆ ของนุ่นที่มาพร้อมกับขนมหลายถุงที่เดินคู่มากับบอม (การซื้อขนมเลี้ยงเพื่อนของนุ่นมักเป็นกิจวัตรประจำ พวกเราเคยปฏิเสธเพราะพวกผมยังไม่รู้ว่านั่นมาจากเงินเล็กน้อยของคุณหนูนุ่นนั่นเอง ..) ขณะกินขนมอยู่ นั้น นุ่นถามถึงอาชีพในอนาคตของทุกคนผมกับกบ ยังไม่คิดอะไรถ้าเอ็นท์ติดอะไรก็เรียนไป ความฝันของบอม คือ เข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์และเป็นนักวิเคราะห์การเงินเหมือนพ่อของเขา ความฝันของนุ่นที่ต้องการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็ก.. ไม่ทำให้พวกผมแปลกใจเลย เพราะการชอบช่วยเหลือผู้อื่นและมองโลกในแง่ดีที่เป็นนิสัยของเธอ สิ่งที่เรารู้กับคือนุ่นต้องอยากเรียนสังคมศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์แน่นอน
เมื่อนุ่นพูดจบบอมบ์ก็หยิบสมุดจดศัพท์ภาษาอังกฤษที่นุ่นวางอยู่มา .. เปิดไปหน้าสุดท้ายของสมุดแล้วเขียนว่า
เราสองคนต้องเป็นลูกแม่โดมให้ได้นะ บอมบ์
สิ่งที่เราเห็นต่อมาคือ รอยยิ้มของนุ่นพร้อมกับหน้าแดงนาน 2 – 3 นาที ยิ้มน่ารักมากกว่าสิ่งใดๆ ... ....................................................................
วันแรกของ ม.6 ไม่มีอะไรนอกจากการฉลองที่นุ่นได้รับอนุญาตให้ ไป-กลับ โรงเรียนเองเหมือนนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นุ่นต้องการมาตลอด 4-5 ปี ที่แม่คอยมารับคอยส่ง วันนี้ ผมได้เห็นอาการดีใจของคนที่ได้รับสิ่งที่เรียกว่า ...อิสระภาพ... ชีวิตของนักเรียน ม.6 หลายๆ คนคงไม่พ้นการเรียนกับเพื่อนรัก ของผมทำให้ผมไม่เคยคิดเหนื่อยท้อแท้เลย โต๊ะ 4 ตัว หลังสุดเป็นที่รู้กันว่าเป็นโต๊ะของกลุ่มผม ขณะที่พวกเรากำลังนั่งคุยรออาจารย์อยู่นั้น บอมบ์บ์ได้ชี้ไปที่นักเรียนหญิงใช่ชุด uniform แขนยาว หน้าตาสวยมากคนหนึ่ง พร้อมพูดว่า “นี่ ดูผู้หญิงคนนั้นสิ เราชอบเขามากเลยหล่ะ” ตั้งแต่วันนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นประเด็นสนทนาในกลุ่มอีกบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่พูดถึงผู้หญิงคนนั้นผมมีความรู้สึกว่านุ่นมีอาการแปลกๆ ที่ไม่แสดงออกมา จนผมต้องคิดว่าต้องให้บอมบ์ถามให้ได้ว่าเป็นอะไร เพราะเขาสองคนสนิทกันมากที่สุด แต่บอมบ์ก็ไม่เคยสงสัยจะถาม .. สักพักผมเลิกสนใจกับสิ่งนี้ เพราะผมก็แค่ผู้ชายที่ไม่คิดจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิง เวลาที่พวกผมได้พักผ่อนมากที่สุดจากการเรียนคนเป็นตอนหลังเลิกเรียนพิเศษ ซึ่งพวกผมจะแวะเวียนไปฝากท้องตามร้านต่างๆ หลังจากนั้นก็มักไปเล่นเกมส์ เกมส์ประจำตัวของผมก็คือ Daytona ของกบชอบเล่น Dj โดยเฉพาะตอนที่มีสาวๆ มองเยอะๆ จะออกวีลาเป็นพิเศษ เครื่องตู้เกมส์เตอติสที่อยู่หลังร้านเหมือนเป็นเกมส์ที่สร้างมาเพื่อนุ่น และบอมบ์ ผมได้เห็นทั้งคู่เล่นด้วยกัน เล่นแข่งกันได้ ดูเวลาที่เขาแกล้งกัน นุ่นมักปัดมือบอมบ์ให้ ออกจากจอยเกมส์เป็นประจำเวลาที่ทั้งคู่เล่นแข่ง เพราะบอมบ์เป็นคนเล่นเก่งมากแต่บอมบ์บ์ก็ชอบและไม่เคยเห็นบอมบ์โกรธนุ่นสักครั้งเวลาที่นุ่นคอยแหย่คอยกวน .. ผมคิดว่าทั้งคู่คงมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่ใกล้ๆ กัน พลาดคิดไปถึงคำพูดในหนัง รักออกแบบไม่ได้ ที่ว่า “เป็นเพื่อนกันดีที่สุดจะได้คบกันนานๆ” แต่สำหรับคู่นี้ผมนึกถึงภาพไปถึงตอนที่ทั้งคู่เป็นคนชราคู่หนึ่ง ที่ใช้เวลาในบั้นปลายชีวิตนั่งนับดาวบนท้องฟ้าด้วยกันและต่อเติมความสุขซึ่งกันและกัน ทุกครั้งที่มองคู่นี้อยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเค้ากำลัร่วมสร้างและต่อเติมความรักซึ่งกันและกัน แม้เพื่อนสนิทอย่างผมจะแซวว่าทั้งคู่ไม่เหมือนแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นนะคู่นี้ แต่ว่า.. สิ่งที่ผมเห็นคือรอยยิ้มของทั้งคู่พร้อมด้วยอาการเขิน .. ..และสายตาของนุ่นที่หันไปมองบอมบ์ ทั้งคู่ก็ช่วยกันปฏิเสธ แล้วนุ่นก็มักพูดว่า “พวกนี้เนี่ย ไม่พูดด้วยแล้ว” พร้อมกันหันหลังไปซื้อขนมและบอมบ์บ์ก็เดินตามติดๆ กันไป วันศุกร์ใกล้ปิดคอร์สเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเมื่อพวกเรามาถึงที่เรียนพิเศษปรากฏว่าไฟดับ ..โรงเรียนจึงนัดชดเชยให้วันอื่น. วันนี้จึงไม่ค่อยได้เรียนเพราะวันศุกร์ที่โรงเรียนมีเรียนแค่ 2 วิชา ..พวกเราจึงถือสมุดหนังสือไปเรียนเพียงไม่กี่เล่ม ..หลังจากนั้นพวกเราจึงไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า วันนี้นุ่นผิดปกติ ดูซึมๆ ตั้งแต่เช้า พวกเรารบเร้าเท่าไรก็ไม่บอก ขณะที่เดินเล่นกันอยู่ บอมบ์ได้จับหน้าผากของนุ่น บอมบ์ตกใจเห็นตัวนุ่นร้อนจัด ... “นุ่น.. เธอตัวร้อนมากนะกินยาอะไรหรือยัง ?” บอมบ์ถาม “ปวดหัวนิดหน่อยไม่เป็นอะไรหรอก” นุ่นตอบ พวกผมจึงรบเร้าให้นุ่นกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และตัดสินใจให้บอมบ์เดินไปส่งนุ่นที่ taxi โดยผมกับกบจะไปรอที่ Food center ก่อนที่ผมจะแยกย้ายกับนุ่น บอมบ์แซวนุ่นว่า “นี่.. ไม่สบายขนาดนี้ยังไม่ยอมนอนพักอยู่บ้านอีก” “ก็... ฉันเป็นเด็กขยันนะซิจ๊ะ” นุ่นตอบ พร้อมกับยิ้มมา “ดูนุ่นสิหน้าเหมือน คนจะตายอยู่แล้วยังยิ้มออกมาอีก” บอมบ์พูดโดยไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี้จะเป็นรอยยิ้มที่พวกผมจะไม่มีวันลืม สำหรับผมเหตุผลเดียวที่นุ่นมาเรียนวันนี้คือการที่ได้มานั่งเรียนพิเศษข้างๆ บอมบ์ หลังจากผมแยกย้ายกับนุ่นบอมบ์บ์ก็เดินไปส่งนุ่นขึ้น Taxi กลับบ้าน ...........................................................
เอี๊ยดดด !!!!!!! โครม !!!!!!!!!!!!! รถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งคร่อมเลนมาชนกับ taxi คันหนึ่ง ที่วิ่งมาด้วยความเร็วค่อนข้างสูง ร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยกระเด็นกระแทกกระจกออกมาตกลงพื้น ..และไถลไปข้างหน้าอีก 7-10 เมตร สมุด หนังสือ ดินสอ กระจัดกระจายอยู่บนถนนบ้าง บนทางเท้าบ้าง กล่องดินสอ มือถือ แตกเป็นสองส่วน พลเมืองดีผู้หนึ่งอุ้มร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลไปส่งที่โรงพยาบาล
............................................................ เช้าวันเสาร์ ณ ที่เรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ พวกผมรู้สึกแปลกใจที่นุ่นมาเรียนสาย เพราะปกตินุ่นจะมาเป็นคนแรกแต่พวกผมก็คิดว่านุ่นยังไม่ค่อยสบายและพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่ ..ขณะที่เริ่มเรียนไปได้ 15 นาที เพจของบอมบ์ก็ดังขึ้นพร้อมกับข้อความของแม่นุ่นที่ว่า >> ตอนนี้ นุ่นอยู่ห้อง ICU โรงพยาบาลเปาโล ...ต้องการพบบอมบ์ด่วน !! << เมื่อพวกผมอ่านข้อความนี้จบก็เดินออกจากห้องทันที มารู้ตัวอีกทีก็คือเห็นรอยช้ำของขอบตาที่เกิดจากการร้องให้ของแม่นุ่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ยอมหยุดหน้าห้อง ICU เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องหมอ หมอบอกพวกผมว่านุ่นเสียไปเมื่อ 5 นาที ที่แล้ว .. พวกผมเหมือนตกอยู่ในภวัง .. น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากทุกคนที่เรียกตัวเองว่า “ลูกผุ้ชาย” ทุกคนยืนร้องให้อยู่ข้างๆ เตียงของนุ่น ไม่มีใครสักคนเปิดผ้าคลุมร่างที่ไร้วิญญาณของนุ่นดู เพราะทุกคนรู้ดีว่านุ่นไม่ต้องการให้ใครเห็นนุ่นในสภาพอย่างนี้แน่...... เหตุการณ์นี้แม้ผมจะเสียใจมาก แต่อย่างไรก็คงไม่เท่าบอมบ์เพราะ ทุกคนรู้ดีว่าบอมบ์เสียใจที่สุด แต่บอมบ์ก็เก่งมากเพราะหลังจากนั้นอาทิตย์หนึ่ง ก็ไม่เห็นบอมบ์ร้องให้อีกเลย ขณะนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในคาบที่ 7 หลังจากงานฌาปนกิจนุ่น 2 วัน แม่ของนุ่นได้ขออนุญาตอาจารย์ เดินเข้ามาหาบอมบ์ในห้องและพูดว่า “ในห้อง ICU ก่อนที่นุ่นจะสิ้นใจนุ่นบอกกับแม่ให้นำ Diary เล่มนี้มาให้บอมบ์ให้ได้” แล้วแม่ของนุ่นก็ยื่นถุงกระดาษที่ข้างใดมี Diary เล่มหนึ่งมาให้ หลังจากหมดคาผมและบอมบ์ได้หยิบ Diary ขึ้นมา มันเป็นสีชมพู ที่นุ่นใช้เขียนความคิดและความฝันต่างๆ ของนุ่น ชื่อของบอมบ์อยู่ใน Diary ของนุ่นทุกหน้าตั้งแต่เธอได้พบกับบอมบ์ที่ห้องศิลปะ เมื่อพลิกกลับมาช่วงกลางเล่ม น้ำตาของบอมบ์ก็หยดลงบนรูปรูปหนึ่งที่นุ่นวาดขึ้นมาใน Diary เป็นรูปนุ่นกับบอมบ์ที่ยืนยิ้มโดยนุ่นกอดแขนบอมบ์อยู่และทั้งคู่ใส่ชุดนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “ทำไมนุ่นไม่รู้หล่ะว่าเรารักเขามากแค่ใหน” บอมบ์พูดเมื่ออ่าน Diary และได้รู้ว่านุ่นรอคอยคำว่ารักจากบอมบ์อยู่และเมื่อถึงช่วงหนึ่งใน Diary จึงได้รู้ว่า นุ่นเข้าใจผิดว่าบอมไปรักผู้หญิงคนหนึ่งที่บอมบ์ชี้ให้พวกเราดู ณ ที่เรียนพิเศษ สิ่งต่อมาที่ผมรู้ก็คือนุ่นไม่เคยเข้าใจสิ่งที่บอมบ์พูดเสนอมในกลุ่มว่า รักกับชอบ นั้นแตกต่างกันมาก ผมได้แต่นึกเสียดายที่บอมบ์ไม่ยอมพูดความรู้สึกของตัวเองให้นุ่นได้รับรู้ คงได้แต่ปล่อยให้นุ่นคิดไปต่างๆ นาๆ เพราะถ้าบอมบ์ได้พูดและอธิบายความรู้สึกของตนเองนุ่นก็คงจบไปอย่างมีความสุขกว่านี้ ... ก่อนการเริ่มสอบปลายภาคไม่กี่วัน เพื่อให้นักเรียนอ่านหนังสือเตรียมเอ็นครั้งที่ 2 ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งคุยกัน กบได้ตะโกนถามเพื่อนๆ ทุกคนว่า ถ้าตอนนี้มีพรวิเศษขออะไรก็ได้สิ่งหนึ่งจะขออะไร คำตอบที่ได้ก็แตกต่างกัน บ้างขอให้รวย หล่อ สวย เอ็นท์ติด ทุกคนตอบต่างๆ กันไป เมื่อกบหันมามองหน้าบอมบ์ทุกคนก็หันมาเหมือนจะรอคำตอบจากบอมบ์ “เราขอแค่ให้พบนุ่นอีกครั้งแล้วเราจะบอกเค้าว่าเรารักเค้ามากขนาดใหน” บอมบ์ตอบมาพร้อมๆ กับน้ำตาที่ค่อยๆ คลอออกมา หลังจากที่บอมบ์พูดจบ เพื่อนในห้องหลายคนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาของตน ..วันนั้นผมจึงได้รู้ว่า นุ่นยังคงอยู่ในใจของบอมบ์อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง .......................................................................
วันที่ผมได้รับรู้อานุภาพของความรักก็คือวันที่ประกาศผลเอ็นท์ เรานัดเปิดซองจดหมายผลสอบพร้อมกันที่บ้านของกบ กบติด ม.เชียงใหม่ ผมติดที่ประสานมิตร แต่สิ่งที่ผมตกใจมากคือคนที่ได้คะแนน 60 กว่าเกือบทุกวิชา ไม่ติดเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร ? แต่คำอธิบายของบอมบ์ก็ทำให้ผมรู้ว่าบอมบ์ทิ้งความฝันที่จะเป็นนักการเงินของเขา มาเรียนสังคมสงเคราะห์เพื่อจะเดินตามความฝันของนุ่น ทำให้ผมได้เห็นความรักที่เปลี่ยนแปลง ..ชีวิตของคนๆ หนึ่ง ความฝันของบอมบ์เปลี่ยนเป็นการได้สร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และได้นำชื่อ “ณัฐธิดา” ที่เป็นชื่อจริงของนุ่นมาตั้งเป็นชื่อสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้หญิงจิตใจดีงานคนหนึ่งที่เขาเคยได้เจอในชีวิต คนที่ไม่รู้จักบอมบ์ดีจะมองเขาเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ปิดตัวเองไม่ยอมเปิดใจให้ใคร แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้ดีว่า “ใครอยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา..” ................................................................. ในเวลาโพล้เพล้สายลมพัดเมฆมาก่อตัวรวมกันจนกลั่นเป็นเม็ดฝนลงมาสู่ดินทุกหนแห่ง ลมพัดเข้ามาในห้องผมอย่างแรง ทำให้กรอบรูปที่มีรูปถ่ายของพวกเราอยู่ คว่ำด้านหน้าลง ผมหยิบมันขึ้นวางที่เดิม และมองไปที่รูปนั้น อีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึง เธอ.. เธอ.. ผู้ทำให้ผมได้รู้ว่าคนดัดฟันกินอาหารบางอย่างไม่ได้.. เธอ.. ผู้ที่ทำให้พวกผมได้หัดฟังเพลงค่าย DOJO CITY เธอ.. ผู้ที่แนะนำให้ผมมองโลกในแง่ดี และออกไปต่อสู้กับชีวิต เธอ.. ผู้ที่นำความงดงามของจิตใจเธอมาให้พวกผมได้สัมผัส เธอ.. ผู้ที่เข้ามาเปลี่ยน แปลงชีวิตของพวกผม เธอ.. ผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา
ฝนยังตกกระหน่ำลงบนพื้นถนนสายหนึ่ง เม็ดฝนยังคงกระหน่ำลงมาปานจะฉีกสมุดที่อยู่ในดงหญ้าข้างๆ ทางเท้าเล่มหนึ่งให้ยุ่ยขาดเป็นส่วนๆ แม่จะผ่านลมฝน ลมหนาว มานานเท่าใด แต่สมุดเล่มนี้ยังคงอยู่ที่เดิม พร้อมกับรอยหมึกคำสัญญาที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะคนๆ หนึ่งได้จากไปแล้ว.. “รัก” บางคนคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องพูด แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า มีบางคนใช้ชีวิตเสาะหาและรอคอยคำๆ นี้ จากปากคุณเมื่อคุณมั่นใจแล้ว คุณควรที่จะพูดออกไป ดีกว่าที่จะมานั่งเสียดายและเสียใจ เพราะว่า
วันนี้เป็นวันที่ .... สาย...... เกิน ...... ไป
ปล. หลังจากที่ได้ check ใน internet ก็พบว่า เรื่องนี้ ถูกดัดแปลงไปต่างๆ นานา จึงนำต้นฉบับที่ลึกซึ้ง (ของเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน) มาเผยแพร่อีกครั้ง .. (แม้ผมจะชื่อบอมบ์ มีพี่ชื่อกบ และเพื่อนชื่อเหมือนตัวละคร .. แต่ นี่ .. เพียงเรื่องสั้นบทหนึ่ง ที่ผู้สรรสร้างบรรจงร้อยอักษรด้วย..ความรัก..) บอมบ์ 24/01/2008
January 24 น้ำชาล้นถ้วยน้ำชาล้นถ้วย
อาจารย์ แห่งเซ็น ท่านหนึ่ง ชื่อ น่ำอิน เป็นผู้มีชื่อเสียงทั่วประเทศ และโปรเฟสเซอร์ ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศไปหา อาจารย์น่ำอิน เพื่อขอศึกษาพระพุทธศาสตร์อย่างเซ็น
ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์ น่ำอินได้รินน้ำชา ลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก โปรเฟสเซอร์ มองดูด้วยความฉงนทนดูไม่ได้ ก็พูดโพร่งออกไปว่า
"ท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร" ประโยคนี้มันแสดงว่า โมโห
ท่านอาจารย์ น่ำอิน จึงตอบว่า
"ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะใส่อะไร ลงไปอย่างไร เพราะท่านเต็มอยู่ด้วย opinions และ speculations ของท่านเอง"
คือว่า เต็มไปด้วยความคิด ความเห็น ตามความยึดมั่นถือมั่นของท่านเอง และมีวิธีคิดนึก คำนวณ ตามแบบของท่านเอง สองอย่างนี้แหละ มันทำให้เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างเซ็นไม่ได้ เรียกว่า
..ถ้วยชามันล้น..
นิทานเซ็น เรื่องน้ำชาล้นถ้วยนี้ .. ในความเห็นของผม มันทำให้มองเห็นว่า ในสถาวะแห่งจิต ที่เรียกว่าจิตแท้ ..จริงๆ ต้องมีแต่สิ่งว่างเปล่า .. ว่างเปล่าจาก "ตัวกู-ของกู" ว่างเปล่าจาก "อคติและไร้อคติ"
การมองพุทธศาสตร์อย่างเซ้น คือการมองด้วยเหตุปัจจัย โดยไม่ยึดติด เซ็น คือ ความว่างเปล่า ทุกสิ่งถูกกำหนดโดยจิต ..
ทุกปัจจัย กำหนดโดยจิต
ผมเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องคำสอน .. โดยเฉพาะ ตามคำสอนที่เรียกว่า เซ็น .. ไม่ใช่นิกายเซ็น แต่เป็น พุทธศาสนาอย่างเซ็น
ไม่ใช่ผู้มีความคิดเป็นเลิศกว่าผู้อื่น และไม่ใช่ผู้ที่รู้อะไรดีกว่าคนอื่น .. ก็เป็นคนๆ หนึ่งที่ มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างบกพร่อง
การศึกษาหลักคำสอนของผมจึงไม่ใช่การ ศึกษาเพื่อให้ บรรลุ หรือหลุดพ้น ..แต่หากเป็นการศึกษาเพื่อซ่อมแซม แก้ไข และประคับประคองการเดินทางของชีวิต
ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับคำสอน โดยเฉพาะของท่านพุทธทาส มาเป็นเวลา เกือบ 2 ปี ซึ่ง ก็ทำให้มีขอคิดเห็นดีๆ มากยิ่งขึ้น (สำหรับตัวผม) ..
คำสอนของท่านพุทธทาส ส่วนมากจะกล่าวถึง เรื่อง เรื่องของจิต ..คือการไม่ยึดติด ไม่ยึดมันถือมั่น (อนัตตา) และ ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นตามธรรมชาติ (ตถาตา) แต่คำสอนของท่านมีหลายสิ่งที่ทำให้ผม สะอึก
สะอึก .. เพราะได้สะกิดใจตนเอง ด้วยตนเอง ในหลายๆ เรื่อง ในหลายๆ การกระทำที่ได้กระทำลงไป .. ผมถือเป็นคนโง่คนหนึ่ง ในความเป็นชาวพุทธที่ละเลยการศึกษาของศาสนา
ศาสนา ไม่ใช่ ความรู้ แต่เป็นการกระทำ เป็นเรื่องจริง ที่สามารถอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ .. ศาสนา ทุกศาสนาคือสิ่งที่ดี ..
.. วันนี้ ผมพยายาม ฝึกจิตให้ว่าง ผมไม่ได้บอกว่าทำได้ แต่ผมก็มีความพยายามที่จะทำ ผมปล่อยสภาพการณ์หลายๆ อย่างให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ยึดติดในอารมณ์ หรือความรู้สึก
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว .. คือคำสอน .. คำสอนสำหรับทุกวัน คำสอนจากธรรมชาติ
การเขียนบทนี้ ผมได้ยกตัวอย่างเรื่อง น้ำชาล้นถ้วย ซึ่งเป็น นิทานของเซ็น มาให้อื่น เพื่อเตือนใจ เตือนสติว่า .. ไม่ควรที่จะไปยึดติด ในสิ่งที่รู้หรือเห็นมา ควรเปิดจิตให้ว่าง เพื่อจะรับหลายๆ สิ่ง ควรเปิดใจ เพื่อจะรับหลายๆ อย่าง
การสอนอย่างเซ็น คือการสอน ที่ไม่บอกกันตรงๆ เพราะนั่นจะทำให้ไม่เข้าใจ .. การสอนอย่างเซ็น คือการ สะกิด ตัวเองให้คิดได้ คิดอย่างมีสติ .. ซึ่งสติ .. ก็คือ สิ่งที่ผูกการกระทำด้วยเหตุผล
วันนี้ ผมมีความสุข เพราะ ความสุขเกิดจากความคิดของผม .. ไม่ใช่ เกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบด้าน .. January 22 มองอีกมุมแม้วันนี้ผมจะถูกสบประมาทจากคนหลายๆ คน ว่า เป็นคนไม่ดี เป็นคนเห็นแก่ตัว เจ้าชู้ หรือไม่มีอะไรดี เลยก็ตาม
แต่วันนี้ผมก็ยังคงมีกำลังใจที่จะเดินต่อไป เพราะก็มี คนหลายคนมองว่าเรามีความสำคัญ .. อย่างน้อย ก็ พ่อ แม่ และเพื่อนๆ ที่สนิท ..
คนหลายๆ คนที่สบประมาท เค้าเหล่านั้นมีค่าอะไรเหรอ .. เค้าเหล่านั้น มีความสำคัญอะไรเหรอ .. มีความสำคัญ กว่าพ่อ แม่ เพื่อนสนิท หรือแม้แต่..คนที่รัก เหรอ
เค้าเหล่านั้นมาจากใหน เป็นใคร รู้จักเราดีแค่ใหน
เค้าเหล่านั้น มีความสัมพันธ์กับเราแค่ใหน ..
การจะมองว่าใครดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับสิ่งใน ..ขึ้นอยู่กับสายตาของใคร ของคนมองหรือของตัวเอง ..
ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้งคนอื่นมองก็คือกระจกที่สะท้อนตัวเรา .. แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สะท้อนตัวเราคือเราเองทั้งสิ้น .. คือตัวเราทั้งนั้นที่อยู่ในกระจก เป็นอย่างที่เป็น เห็นอย่างที่เห็น อย่างน้อยเราหรอกตัวเองไม่ได้
ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็เช่นกัน ..เราจะคบใครคนหนึ่งได้นาน ปัจจัยคืออะไร มาจากใหน
..มันอยู่ที่ว่า เรามองคนๆ นั้นเป็นอย่างไร เรามองว่า เราดีกว่าเค้า หรือเค้าดีกว่าเรา ..
ถ้าเราดีกว่าเค้า .. เราก็มักคิดอยู่กว่า ตัวเราคือที่หนึ่ง ตัวเรามีทางเลือกมากมาย แล้วสุดท้าย คนรอบข้างก็จะไม่มีค่าสำหรับเราอีกต่อไป นั้นคือการนำมาซึ่งความลาจาก
แต่ถ้าเค้าดีกว่าเรา .. เราก็จะมองว่า เค้าคือที่หนึ่ง เค้าคือสิ่งที่สำคัญ เราเองต่างๆ หาก ที่จะเสียใจและเสียดายหากขาดเค้าไป ..
ความเข้าใจที่แต่ละคน ควรมีความคิดเป็นของตัวเอง ..คนมีจุดยืนของตัวเอง ไม่หวั่นไหว โอนอ่อน ต่อสภาวะแวดล้อมรอบด้าน ..
หากเรามีความคิด และจุดที่ยื่นที่มั่นคงแล้ว .. แม้ว่า ลม ไม่ว่าจากปาก หรือจากธรรมชาติ จะแรงแค่ใหน .. แล้วใจจะหวั่นไหวไหม แล้วร่างกายจะอ่อนล้าหรือป่าว
แต่ละคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ .. เป็นของตนเอง .. ขอให้ แต่ละหน้าที่ ของแต่ละคน เดินไปตามทางที่ควรจะเป็น เป็นไปตามหลักของธรรมชาติ ..
แล้วแต่ละคนก็จะเกื้อหนุนเอื้ออาทรกันและกัน โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
หน้าที่ของคนๆ หนึ่งที่มองในสิ่งที่ดีของคนอีกคนหนึ่ง
หน้าที่ของคนๆ หนึ่งที่คอยห่วงใยคนๆ หนึ่ง
หน้าที่ของคนๆ หนี่งที่จะมั่นในรักๆ ของคนๆ หนึ่ง
ของเพียง ไม่ต้องคิดว่าเค้าจะคิดอย่างไร .. ขอเพียงไม่ต้องยึดติดว่าเค้าจะให้อะไรเราหรือไม่ ..
ขอเพียง เราทำหน้าที่ของเราได้อย่างดีที่สุด
... แล้วอนาคต ก็จะเป็นอย่างที่หวัง แล้วปัจจุบันก็จะเป็นอย่างที่เป็น
ผมเคยมีความรัก และความรักของผมก็ยิ่งใหญ่ จนยากจะหาคำใดมาเปรียบ
ผมก็เคยผิดหวัง ผมก็เคยเสียใจ
แต่ปัจจุบัน ความรักที่ยิ่งใหญ่ ความผิดหวัง ความเสียใจเหล่านั้น ได้มาอยู่ที่ปัจจุบัน .. ปัจจุบันที่มาจากอดีต
หลายสิ่งหลายอย่างมาจากความจริง หลายสิ่งหลายอย่างมากจากการเรียนรู้ ..
..เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ก่อนที่จะรักคนอื่น ..
.. เรียนรู้ที่จะไม่ผูกใจตนเอง ไว้กับคนอื่น ..
..เรียนรู้ที่จะมีความรักที่มีค่า ที่ไม่ใช่จากความต้องการ ..
.. เรียนรู้ที่จะอยู่ได้แม้ไม่มีเค้า ..
การเรียนรู้ที่มาก .. ประสบการณ์ที่เก็บมาเรื่อยๆ ..ผมเปลี่ยน จาก อดีต ที่น่าจดจำ จากอดีตที่ไม่น่าจดจำ .. จากคนโลเล .. จากคนคิดมาก .. มองโลกไม่เป็น
ปัจจุบันนี้ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใครมาจากใหน ..แต่ผมรู้ว่าที่ๆ ผมยืนคือ ปัจจุบัน .. ปัจจุบัน ที่เป็นตัวของผม ปัจจุบันที่ไม่ได้อยู่ในโลกของความฝัน
ผมเลือกที่จะตัดคนที่รัก .. ผมเลือกที่จะลืมคนที่ดี ..ผมเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ
และวันนี้ ผมเลือกใครบางคน ..
ความรักในอดีตของผม มีแต่ความสวยงาม แต่ความรักในปัจจุบันของผม .. มีแต่ความจริง เท่านั้นเอง
January 18 ภาพชีวิตในบางครั้ง บทบาทของชีวิต .. การดำเนินของชีวิตคนในครั้งหนึ่ง นั้น ก็เปรียบเสมือนภาพวาดภาพหนึ่ง ซึ่ง มีตัวแสดงคือเจ้าของชีวิตและความรู้สึกนั้น
ฉากของชีวิตก็ไม่ต่างอะไรเลยกับภาพวาดเหล่านั้น
ภาพที่สวย .. ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมภาพที่มองว่าสวย
ภาพที่ไม่สวย .. ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมภาพที่มองว่าไม่สวย
ภาพเหล่านั้นของชีวิต ไม่มีภาพใหนจริงแท้แน่นอน เพราะเหล่านั้นขึ้นอยู่กับ จินตนาการและความรู้สึกของผู้ชมทั้งสิ้น
ภาพที่ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่มีจิตใจ แต่...
ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจสื่อความหมายได้หลายต่อหลายอย่าง
ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจทำให้คนมีกำลังใจได้
ภาพ .. ภาพหนึ่ง อาจทำให้คนมองสัจธรรมของชีวิตว่าไม่มีใครพ้นจาก ความ สูญ
ภาพนั้น .. คือตัวผม คือสิ่งที่ผมได้แสดงออกมา
หลายคนมองมันว่าดี ว่ามันมีค่า
และอีกนัย หนึ่งหลายคนอาจมองว่า มันไร้ค่าไม่มีความหมาย
สุดท้าย ภาพที่เรียกว่าภาพของผม ก็ยังคงเป็นภาพของผมที่แขวนอยู่บนกำแพงๆ เดิม กรอบเดิมๆ ที่รอวัน เก่า และผุพัง ไป
ภาพของชีวิต ที่ถูกแสดงขึ้นมาเรื่อยๆ ภาพของความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกไปโดยจินตนาการ ภาพที่รอวันให้มีผู้มาชม..พร้อมรับวิจารณ์อีกร้อยพันคำ และร้อยพันเหตุผล
ภาพที่รังแต่ ..จะหมดคุณค่าลง สำหรับคนที่ไม่เห็นค่า //
.. บทชีวิตบทหนึ่ง บทเรียนบทหนึ่ง ..ความหมายความหมายหนึ่ง .... ที่สื่อให้เห็นในหลายๆอย่าง ว่า วันนี้ .. เป็นวันที่พร้อมเสมอ ..
วันนี้ผมได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว . วันนี้ ผมได้สู้กับชีวิตมาก ซึ่งอาจจะต้องสู้ไปอีกมาก
............
เช้านี้ ..คงเป็นเพราะความเย็นของอากาศ คงเป็นเพราะ ความเครียด .. อาการเดิม ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ผมทรุด แต่ผมต้องอยุ่ต่อ ผมต้องอยู่เพื่อทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง
ยังไง ผมไม่ยอมให้ชีวิตนี้ ต้องจบลงแค่นี้แน่ๆ January 11 ธรรมะกับ ความรักเมื่อเรามีความสุข ความสุขก็อยู่ที่เราคิด
เมื่อเรามีความทุกข์ ความทุกข์ก็อยู่ที่เรากำหนด ..
แท้จริงแล้วความรักก็คือการคาดหวังอย่างหนึ่ง ของความรู้สึก ของอารมณ์
คนทุกคนย่อมคาดหวังให้ความรักนั้น เป็นไปดั่งที่ใจคิดและปรารถนา
แต่หากไม่ปรารถนาหล่ะจะเป็นอย่างไร ..
ความไม่ปรารถนา คือ การไม่คาดหวังอะไรจากความรัก
ไม่คาดหวัง ว่า สิ่งที่เห็นข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ไม่คาดหวัง ว่า วันข้างหน้าจะดีไหม
ไม่คาดหวัง ว่า เค้าจะเป็นคนอย่างไร
สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็นก็จะเป็นอย่างที่เป็น
ในภาษาธรรมคือการไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น ถือมั่น
ไม่มี "ตัวกู ของกู"
มันเป็นเช่นนั้นเอง ..
เป็นไปโดยธรรมชาติของมัน
เป็นไปโดยความรู้สึกนึกคิด
ไม่มีความดี ไม่มีความเลว ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด
ในสถานะของความรักแล้ว ..
รักมาก คือทุกข์มาก
รักน้อย คือทุกข์น้อย
ไม่มีรัก ก็ไม่มีทุกข์
แต่หากว่า มีรักหล่ะ แล้วจะดับทุกด้วยวิธีใด ..
ธรรมะ บางครั้งบอกชีวิตได้ .. ว่าต้องดำเนินอย่างไร
แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่บอกได้มากว่านั้น คือ สติ
สติ ที่รู้อยู่ ตลอดว่ากำลังทำอะไร
สติที่รู้ว่า กำลังโกรธ ..ไม่มีประโยชน์ อะไร ก็วาง ซะ
สติที่รู้ว่า กำลัง เกลียด .. ไม่มีประโยชน์อะไร ก็วาง ซะ
สติที่รู้ว่า เค้า ขี้งอน ขี้โมโห .. ไม่มีประโยชน์อะไร ก็วาง ซะ
แต่ถ้าเป็นสติที่ ระลึกได้ ว่าเค้ากำลังทำสิ่งใดที่ดี ..
นั่นคือสติที่แก้จริงของความรัก .. รักในสิ่งที่จะมองว่า เค้ารักเรา
รักในสิ่งที่จะมองว่า หากเค้าเป็นเรา และหากเราเป็นเค้า..
และโดยทั่วไปแล้วความรัก ..ที่ว่ามาทั้งหมดนี้
คือความรักที่ ..
ต้องการทำให้เพื่อ "ให้" ไม่ใช่ทำให้เพื่อ "รับ" January 03 มุมมองที่เปลี่ยนไป ..รูปภาพภาพหนึ่ง .. หากเป็นภาพเดิมๆ ที่ติดไว้ครั้งเมื่อยังเยาว์
รูปภาพนั้น.. มีทั้งคราบฝุ่น คราบไคล ที่เกาะตามขอบภาพ
แต่ภาพนั้น.. ยังคงประทับใจอยู่ทุกครั้งที่มอง ..
จากมุมๆ หนึ่ง เปลี่ยนไปยังอีกมุมหนึ่ง
ทำให้ความรู้สึกของภาพนั้นเปลี่ยนไป
มุมที่เคยเหงา กลับอบอุ่น
มุมที่เคยอบอุ่น กลับกลายเป็นหม่นหมอง
เวลาที่ผ่านไป .. กับอดีตที่ผ่านไป
เวลาที่ผ่านเข้ามา .. กับปัจจุบันที่พรุ่งนี้จะเป็นอดีต
ความไม่มีอยู่จริงของเวลา คือสิ่งที่ สิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจต้องประสบพบ ... "อกาลิโก"
"อกาลิโก" คือ เวลาที่ไม่สิ้นสุด
คือความจริงที่ไม่มีอยู่จริง เพราะสิ่งที่เห็นทุกสิ่งของสิ่งมีชีวิตคือ
อดีต..อดีตที่มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า
ประดุจดัง การเดินทางของภาพที่ไม่มีทางเป็นปัจจุบันขึ้นมาได้
ภาพจะมองเห็นได้ต้องปรากฏมาจากการตกกระทบของแสง
เสียง ที่ได้ยินได้ต้องผ่านการเดินทางผ่านตัวนำ
การที่เรามองผ่านกระจกเงา คือการที่เรามองอดีต
ผ่านตัวกลางคือปัจจุบัน
การที่เราได้ยินเสียง ก็คือเสียงจากอดีต
แล้วเราจะแก้ไขอดีตได้ไหม .. คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว
แล้วจะแก้ปัจจุบันได้ไหม .. คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอยู่จริง
แล้วอนาคตหล่ะ .. ก็มันยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นก็ คงแก้ไขอะไรไม่ได้
เว้นแต่การแก้ไขภาวะแห่งจิต
แก้ไขให้มันสงบแล้วมองอดีต ปัจจุบัน อนาคต
ให้มันเป็นสิ่งที่ "ควรจะเป็น" December 28 สวัสดีปีใหม่สวัสดีปีใหม่คับ..
ปีที่ผ่านมานี้มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง สุข ทุกข์ เศร้า ให้น่าปลื้มหลายอย่าง
ผ่านไปอีกหนึ่งปี ที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป
ที่กำลังจะเข้ามาถึงก็ขอให้เป็นสิ่งดีๆ
เพลงนี้ .. รักคุณเข้าอีกแล้ว เป็นภาคต่อของ รักคุณเข้าแล้วของ บอย - ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
น่ารักดี ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นดีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก
กำลังจะเข้าปีใหม่..
อยากให้ทุกอย่างในชีวิตเป็นสิ่งใหม่ๆ มองภาพใหม่ๆ
และความรู้สึกใหม่ๆ
สำหรับวิธีแก้เท้าเหม็นหน่ะ ... มันมีสองวิธีนะ
วิธีแรก มันเกิดจากที่เท้า .. ให้เอาน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นแล้วแช่เท้าไว้สักพัก
วิธีที่สอง มันเกิดจากรองเท้าหรือถุงเท้า .. ซื้อใหม่คับ แนะนำ
(ไม่รู้ตอนนี้เท้าหายเหม็นหรือยัง แต่ตอนที่ฟังตอนแรก ขำๆ ดีนะ )
วันนี้ลาพักร้อนหนึ่งวัน ..
พักร้อนใจหน่ะ แล้วก็จะกลับไปที่สุพรรณ ไปหาเพื่อน ไปหาฝูงบ้าง
แล้วก็จะไปวางแผนชีวิตสำหรับปีหน้าด้วย
เมื่อวานคุยกะเพื่อน..ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับสังคม
ข้อแรกคือ .. ประเทศนี้มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งไม่ต่างจาก อินเดียเท่าไรนัก ไฮโซ กะ ไม่ใช่
อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีความรักในความจริง และไม่มีความจริงในความรัก
ปีหน้าเปิดมาวันที่ 2 คงจะมีเวลาทำอะไรใหม่ๆ ได้มากขึ้น
คงจะได้เที่ยวมากขึ้น
คงจะได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น
และคงจะได้ทำให้ใจสงบขึ้น
|
||||
|
|